Pls listen to this while reading

 

I

หรือจุดสิ้นสุด คือจุดเริ่มต้น?

(Photo by Liv Bruce on Unsplash)

 


 

 

“รู้ยังว่าหลานประธานาธิบดีคนปัจจุบันก็เพิ่งย้ายมาเรียนที่นี่ด้วยแหละ เขาว่ากันว่าเป็นอัลฟาหน้าตาย”

“หน้าตาย? หมายถึงเส้นประสาทบนหน้าเขาไม่มีความรู้สึกแล้วน่ะเหรอ”

“ฉันเปรียบเปรยย่ะ เปรียบเปรยเหมือนยุค 21 ว่าเขาน่ะเป็นคนที่หน้านิ่งมาก ไร้อารมณ์ เหมือนคนที่ไม่มีความรู้สึก”

“อ๋อ...ลืมไปว่าเทรนด์ยุค 21 กำลังมา”

คนสมัยนี้ชอบพูดตรงๆ มากกว่าเปรียบเปรยหรืออ้อมค้อม ไม่แปลกเมื่อผู้หญิงตรงหน้าพูดคำอุปมาแล้วชายหนุ่มที่ได้ยินจะงุนงง

หนุ่มเอเชียในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์ซีดๆ สวมรองเท้าผ้าใบที่บ่งบอกอายุการใช้งาน และแว่นทรงเหลี่ยมบนใบหน้าร้องอ๋อออกมา ก่อนจะเกาแก้มเบาๆ เพราะชักจะตามไม่ทันกับเทรนด์ของหญิงสาวตรงหน้า

ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงฟีโรโมนแม้นั่งใกล้ในระยะสองเมตร บ่งบอกว่าเขาคือเบตา แต่อย่าว่าแต่กลิ่นฟีโรโมนเลย แม้แต่กลิ่นน้ำหอมก็แทบไม่มีสำหรับคนคนนี้

“เอ๊ะ”

หญิงสาวรูปร่างสูง สมส่วน แต่มักจะสวมเสื้อผ้าโอเวอร์ไซส์ที่ใหญ่กว่าตัวเองไปมาก มาพร้อมกับรองเท้าผ้าใบคู่ใหญ่ ใบหน้าสวยหยาดหยดโดดเด่นด้วยดวงตาสีเลือดนกราวกับมีไฟปะทุอยู่ข้างในตลอดเวลา ให้อารมณ์ดุดันและน่าเกรงขามยามที่มอง แต่ดวงตาของเธอมักจะถูกบดบังด้วยแว่นกันแดดทึบแสง หรือไม่ก็หมวกบักเก็ตที่ทรงไม่ค่อยต่างจากหมวกเดินป่า จะต่างก็ตรงที่หมวกรุ่นนี้นุ่มฟูเป็นสีพาสเทลน่าขยำ

เธอมีฟีโรโมนกลิ่นเหมือนขนมปังที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ บ่งบอกลักษณะว่ามีเพศรองเป็นอัลฟา หญิงสาวขมวดคิ้ว เกี่ยวแว่นตาลงมาอยู่ที่ปลายจมูก ก่อนจะร้องขึ้นเบาๆ เมื่อสังเกตอะไรบนตัวชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามกันได้

ชิน เสื้อที่ฉันพานายไปซื้อวันนั้น ทำไมไม่ใส่มา ใส่เสื้ออะไรของแกมาอีกแล้ว!”

เป็นจังหวะนั้นเองที่คนนั่งเงียบอยู่นานเพราะมัวแต่จดจ่อ และอมยิ้มไปกับการ์ตูนตอนใหม่อยู่คนเดียวโดนศอกกระทุ้งเบาๆ เชิงส่งสัญญาณว่าช่วยด้วย จนในที่สุดก็จำต้องยอมละจากสิ่งที่กำลังอ่านลง จากวัตถุทรงแบนราบคล้ายกระดาษถูกพับเก็บ รูปทรงปรับเปลี่ยนเป็นรัดกับข้อมืออย่างพอดี แสดงถึงการเก็บเอฟอร์ส 20 ลงเรียบร้อย

เอฟอร์สคืออะไรเหมือนสมาร์ตโฟนแต่ทำไมมันถึงไปรัดกับข้อมือได้?

เอฟอร์ส (A-Force) คือการผสานของ Smartphone + Smartwatch + Mirrorless Camera ให้เป็นหนึ่งเดียว มีลักษณะคล้ายริสท์แบนด์ซิลิโคนทั่วไป แต่มีความยืดหยุ่นทนทานสูงมาก ผู้ใช้สามารถสั่งทำสีสายได้ตามต้องการ

สามารถปรับเปลี่ยนได้ว่าจะใช้เป็นนาฬิกาข้อมือแบบดั้งเดิม หรือจะกดกางออกมาคล้ายสมาร์ตโฟน อีกทั้งยังเป็นที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถบ่งบอกสถานะว่าเป็นใคร ข้อมูลประชาชน หรือแม้ทำธุรกรรมทุกประเภทได้ผ่านเอฟอร์ส ถูกผลิตออกมาแล้ว 21 รุ่นด้วยกัน

ที่ชื่อรุ่นขึ้นต้นด้วย A เพราะผู้ก่อตั้งบริษัทมีเพศรองเป็นอัลฟา ทั้งตระกูลนั้นติดท็อปสาม ‘ตระกูลที่รวยที่สุดในสหรัฐ’ ติดต่อกันมาสิบเอ็ดปีได้แล้ว

แถมยังมีบริษัทชื่อดังที่อยู่ในเครือเดียวกันอีกหลายบริษัท ส่วนใหญ่ถ้าไม่ผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์หรือการบริการในโลกเสมือนจริงอย่าง Metaverse World

ยิ่งเมื่อสิบปีที่แล้วมีข่าวการแต่งงานของลูกประธานบริษัทจากอังกฤษกับอัลฟาที่กำลังจะดำรงตำแหน่งในรัฐสภาสหรัฐ ก็ทำให้สองตระกูลนี้เป็นที่เลื่องชื่อเข้าไปอีก ล่าสุดประธานาธิบดีคนปัจจุบันก็มาจากตระกูลนั้น

คนรวย ก็มีแต่จะรวยขึ้นเรื่อย

“แต่งแบบนี้ก็ดู…กระฉับกระเฉงดีนะ” ชายที่ละจากการ์ตูนมานั่งนึกคำช่วยเพื่อนแทน แต่เพราะแก้ตัวให้ใครไม่ค่อยเก่ง เขาเลยเลือกที่จะบอกข้อดีของการแต่งตัวง่ายๆ ของเพื่อนในสาขาคนนี้ ก็เลยได้ประโยคที่ค่อนข้างจะฟังดูทะแม่งมา

ใช่ เพื่อนในมหาลัย

เขาคนเดิม คนเดียวกับที่นั่งทำข้อสอบเดาอนาคตในสองร้อยปีข้างหน้า เขาติดมหาวิทยาลัยนานาชาติสหพันธรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก

ตอนนี้ก็เรียนมาได้จะครบหนึ่งเดือนแล้ว เรียกได้ว่าชีวิตแฮปปี้กว่าที่คิดเพราะจากตอนแรกที่คิดว่าจะเจอแต่คนอีโก้สูงๆ ไม่ก็อัลฟาที่คนในอินเทอร์เน็ตให้คำนิยามว่าเป็นพวก ปสด. (เป็นไรมากป่าว ส่งแต่พลังลบให้คนอื่น แดกควายมาทั้งตัวหรอค้าคุณพี่)

กลับได้เพื่อนที่คุยกันรู้เรื่อง(?)มาอยู่สองคน โชคดีที่เพื่อนเก่าของเขาตั้งแต่สมัยไฮสคูลก็สอบติดที่นี่ด้วยอีกสองคนเช่นกัน แต่ว่าพักหลังมานี้ไม่ค่อยจะได้เจอกันเท่าไร เพราะตั้งแต่ที่สองคนนั้นเดบิวต์เป็นไอดอลไปเมื่อปีก่อน งานราษฎร์งานหลวงก็รุมเข้ามาไม่หยุด เข้ามานั่งเรียนตัวเป็นๆ ในห้องแทบนับครั้งได้

ฮันนี่ ก็ดูชินมันสิ มันแต่งตัวแบบเดิมมาซ้ำจะสิบวันแล้วนะ” หญิงสาวที่นั่งยกขาข้างหนึ่งขึ้นชันกับเก้าอี้ ชี้ไปที่เพื่อนหนุ่มที่ชื่อชิน ด้านข้างของเขา

พอตัวเองถูกเรียกแบบนั้นก็คันแก้มยุกยิกจนต้องยกมือขึ้นมาเกาเบาๆ

ไอ้โจเอลกับมาร์คไม่น่าเรียกว่า ฮันนี่ให้สองคนนี้ได้ยินเล๊ยยย

“บ้านฉันมีเครื่องซักผ้านะไคลี่ แล้วก็ไม่ได้ใส่ตัวเดิมด้วย มีหลายตัว” ชินโต้กลับบ้าง “หัดรักษ์ธรรมชาติซะบ้างนะ เดี๋ยวนี้ใครเค้าฟาสต์แฟชั่นกัน”

“นั่นไง! ในที่สุดแกก็เผยออกมาแล้วสินะว่าไม่ได้มีชุดแบบนี้แค่ชุดเดียว มันไม่ได้เกี่ยวกับซักไม่ซักโว้ย พ้อยท์คือ แกแต่งแบบเดิมมาสิบวันแล้วต่างหาก!” ไคลี่ทำมือนวดข้างขมับ “อย่างแกน่ะ อย่าว่าแต่ฟาสต์แฟชั่นเลย เปลี่ยนชุดบ้างเถอะ อย่างน้อยๆ ถ้าจะแต่งแนวเดิมๆ ก็หัดเปลี่ยนสีเสื้อ หรือทรงกางเกงบ้างก็ได้ไหม!”

“แต่แต่งแบบนี้มันไม่เห็นจะผิดปกติตรงไหนเลย ใช่มะฮันนี่”

เอ้า อย่าโยนดิ

“เห?” เขาขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะเหลือบเห็นอะไรบางอย่างที่เท้าเพื่อน “ไม่รู้ๆ ใครอยากแต่งแบบไหนก็แต่งเถอะ แต่ว่า…ชินซักรองเท้าบ้างก็ดีนะเราว่า”

“จริง สภาพ...ขนาดฮันนี่ของฉันยังทนเห็นไม่ได้เลย”

ตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยง แต่อาหารยังตกไม่ถึงกระเพาะเลยสักคำ เหตุเพราะรอเพื่อนไอดอลสองคนนั้นที่บอกว่าวันนี้จะมาเรียนออนไซต์ด้วยตอนบ่าย บอกจะมากินมื้อกลางวันพร้อมกัน นานครั้งเห็นว่าจะเข้ามาเรียนที่ห้อง พวกเขาเลยตั้งใจรอ ทว่าเลยเวลานัดมาเกือบสิบนาทีแล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา

คิดยังไม่ทันขาดคำ แจ้งเตือนที่ข้อมือก็สั่น

MARK - [ฮันนี่ ขอโทษด้วยจริงๆ แต่คงไปกินมื้อกลางวันด้วยไม่ได้แล้วครับ ขอโทษด้วยที่เพิ่งมาบอก พอดีเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย] 11:10 AM

“หือ!?” เขาร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นข้อความจากเพื่อนเด้งขึ้นมาแบบนี้ เรียกความสนใจจากไคลี่และชิน เขารีบกดเขาไปอ่าน

“มีอะไรเหรอฮันนี่” ไคลี่ถาม

HAN - [เกิดอะไรขึ้น มาร์ค มีใครเป็นอะไรหรือเปล่า?] 11:10 AM

MARK - [ไม่มีใครเป็นอะไรครับ โจเอลมันขับรถไม่ดูทาง ขับเฉี่ยวคนไปนิดเดียว ถ้าจัดการได้แล้วเดี๋ยวมาร์คมาบอกอีกทีนะฮันนี่] 11:11 AM

เฉี่ยวคนนิดหน่อย!?

พอฮันบอกเพื่อนที่นั่งรอฟังอยู่ ทั้งคู่มีรีแอคชั่นต่างกันเล็กน้อย ชินดูจะตกใจแบบนิ่งๆ แต่เหมือนไคลี่จะไม่ค่อยแปลกใจที่เหตุการณ์ขับรถเกือบชนคนเกิดขึ้น เมื่อรู้ว่าโจเอลเป็นคนขับ

แต่แน่นอนว่าทั้งคู่เป็นห่วงเพื่อนคูหูไอดอลไม่ต่างจากเขา เพราะพอมาร์คยืนยันว่ามันไม่มีอะไรน่ากังวล ทั้งกลุ่มถึงได้ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน

“นายจะไม่บอกพวกเราจริงๆ ใช่ไหม ว่ากับไอดอลอัลฟานั่นนี่ยังไง” ไคลี่น่าจะหมายถึงโจเอล

ไม่แปลกที่คนนอกเวลามองเข้ามาแล้วจะคิดว่าเขาและเพื่อนอัลฟาที่คบกันมาตั้งแต่ไฮสคูลจะเป็นแฟนกัน แต่มาร์คก็เป็นเพื่อนอัลฟาอีกคนเหมือนกัน กลับไม่มีใครคิดในเชิงนั้น

ก็โจเอลเป็นคนทะเล้น ขี้แกล้ง อารมณ์คมคาย สูงยาวเข่าดี แถมยังชอบวางมาด ขี้เก๊ก รู้มุมหล่อของตัวเองดี ที่ถ้าใครไม่เคยมาเป็นเพื่อนมันก็คงไม่รู้ ว่าภาพลักษณ์เหล่านี้น่ะสร้างขึ้นมาชัดๆ ยิ่งได้เดบิวต์เป็นไอดอล สาวๆนี่กรี๊ดกันหัวใจจะวายตายกันไปข้าง

แถมยิ่งได้เดบิวต์วงเดียวกับมาร์ค กระแสคู่จิ้น #โจเอลมาร์ค ก็ดังระเบิดเป็นพลุแตก เพราะโจเอลจะมีสไตล์หล่อเท่ สุดคูล ทำอะไรก็หล่อไปหม๊ด ส่วนมาร์คที่มีนิสัยนิ่งเงียบ ใจดี พูดน้อย แต่พูดทีก็ไพเราะเสนาะหู ทำให้กลุ่มวัฒนธรรมวายที่เห็นเคมี(?)คู่นี้เข้ากันมาก (แบบว่าต่างกันแต่ลงตัวกลมกล่อม) ก็จะทำอะไรได้ล่ะนอกจากจับคู่แล้วสร้างด้อมชิป[1]มันซะเลย

ถ้าไม่ติดสัญญาค่ายที่ให้รักษาภาพลักษณ์ไอดอล คงมีค่ายอื่นมาขอเซ็นสัญญาจับเล่นซีรีส์ด้วยกันแน่ๆ

ยิ่งมีกระแสคู่จิ้นมาแรงมากเท่าไร สองคนนั้นก็ต้องคีพลุควางมาดเหมือนมีซัมติงในก่อไผ่เพื่อเซอร์วิสแฟนคลับตลอดเวลาทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงนั้น โคตรจะไม่ได้เลยเถอะ

ความจริงก็คือไอ้โจเอลเป็นมนุษย์หลงตัวเองจะบ้า ขี้เก๊ก วางมาดสุดๆ ส่วนมาร์คที่เป็นผู้ชายลุคนิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนกลมกล่อม ดันไปติดบ่วงกรรมนี้เข้าให้ สงสารมาร์คจริงๆ ถ้าให้เลือกหนึ่งประโยคเพื่อจะบอกมาร์ค เขาจะพูดว่า

มาร์ค หนีออกมาจากมัน ลูกกก

ดังนั้น เวลาเห็นสองคนนั้นแอบซุบซิบกันในงานมีตติ้งใดๆ ขอให้รู้ไว้เลยว่าแอบกระซิบด่ากันชัวร์ๆ

“สรุปว่ากับอัลฟาคนนั้นนี่ยังไงละ เห็นเวลามองแกทีตานี่หวานเยิ้ม เรียกฮันนี่จ้ะ ฮันนี่จ๋า”

“คนนั้นนี่คนไหนอะ” แต่ถ้าเพื่อนจะชงมาให้ขนาดนี้ ก็ขอเล่นบ้างแล้วกัน

“หมั่นไส้ว่ะ มีหลายคนนักเหรอยะ”

“ก็บอกไปแล้วว่าเพื่อนนนน รู้จักมันมาตั้งแต่ไฮสคูลแล้วนู่น”

ไคลี่ทำหน้ากรุ้มกริ่ม แต่สุดท้ายก็เลิกล้อไปแถมยังพูด

“วันหลังขอลายเซ็นมาให้ทีนะ น้องสาวฉันชอบวงนี้มาก เหมือนจะเป็นเมนมาร์คด้วยนี่แหละมั้ง”

“ครับแม่”

“เดี๋ยว ไคลี่ไปเป็นแม่นายตั้งแต่ตอนไหนนี่” ชินที่นั่งจิบน้ำเงียบๆ แก้หิวไปพลางแทบสำลัก

“ไม่ได้หมายความว่าเป็นแม่จริงๆ นะ คือจะอธิบายยังไงดี เรียกให้มันเป็นจริตน่ะ เหมือนให้ความยกย่อง เทิดทูน เป็นตัวแม่ เริ่ดมาก...” ฮันพยายามอธิบาย

“เทรนด์ยุค 21” ไคลี่พูดก่อนจะยกแก้วน้ำที่ย่อยสลายได้ขึ้นจิบ “แก้วบ้านี่ก็จะย่อยไวไปไหมวะ เหมือนอยากให้ดื่มแค่จิบเดียวแล้วย่อยเลย ก็เข้าใจนะว่ารักษ์โลก แต่แบบ”

ไคลี่บ่นกระปอดกระแปดพลางยกแก้วน้ำที่ส่วนใหญ่บริษัทสมัยนี้ใช้สาหร่ายและสารอินทรีย์มาผลิตและทำให้มันกินได้ จะได้ย่อยสลายไปอย่างรวดเร็วเพื่อลดขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลทุกวัน

“เหรอแม่” ชิน

“...” ไคลี่

“ฉันว่านายไม่ต้องตามเทรนด์ดีแล้วแหละชิน”

ในขณะที่นั่งขำให้กับความน่ารักของเพื่อน ทั้งคู่ก็ลุกออกไปสั่งมื้อกลางวันมาให้และฝากเขานั่งจองโต๊ะไว้ แต่ฮันรู้ดีว่าเพื่อนไม่อยากให้เขาเดิน เพราะพอจะออกตัวไปช่วยยก ก็โดนบังคับจับให้นั่งเฉยๆ เสียอย่างนั้น

นั่งเฉย เป็นน้องหนูขาให้พวกเรารับใช้อะดีแล้ว

น้องหนูขาบ้าบออะไรเล่า

ฮันนี่ของเพื่อนๆ บ่นงุบงิบในใจด้วยความจั๊กจี๋ เพราะไม่ค่อยมีใครมาทรีตเขาเหมือนลูกคุณหนูแบบนี้ พอไม่มีอะไรให้ทำนอกจากรอเพื่อนเอาอาหารมาเสิร์ฟ เขาก็เลยใช้เวลานี้ไถการ์ตูนอ่านรอเพลินๆ

ในตอนนั้น เขาก็ได้กลิ่นบางอย่างลอยมากับลม

กลิ่นชื้นเหมือนดินหลังฝนตก กลิ่นเหมือนหญ้าแฝกที่โดนน้ำฝนชะลำต้นและไหลลงดินจนชุ่มฉ่ำ ชักไม่แน่ใจว่าฝนกำลังจะตกหรือ จนต้องหันหน้าไปที่หน้าต่างโรงอาหารเพื่อมองสภาพอากาศข้างนอก แสงอาทิตย์สว่างจ้า ไร้เมฆหมอก

แดดเปรี้ยงขนาดนี้ กลิ่นฝนมาจากไหนนะ

ฮันยังไม่ทันได้หันหน้าหาสาเหตุของกลิ่น เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านโต๊ะตัวที่กำลังนั่งอยู่ไป ที่ทำให้ต้องสนใจคือแก้วน้ำของผู้หญิงคนนั้นเริ่มย่อยจนรั่วที่ตูดแก้ว ทำให้มีน้ำรินไหลเลอะไปตามทางเดิน และเหมือนว่าเธอก็จะไม่รู้ตัว

เขาผู้เห็นเหตุการณ์เพียงหนึ่งเดียว ด้วยความหวังดีรีบลุกขึ้นยืนเพื่อจะเดินไปเตือนเธอว่าทำน้ำหก ถ้าตะโกนไปอย่างเดียวคงไม่ได้ยินแน่เพราะเห็นว่าเธอใส่อินเอียร์ทั้งสองข้าง

ทว่า เหมือนวันนี้โชคจะไม่ช่วยนัก

“คุณครับ—”

วืด...โอเค ก็รู้นะว่าตัวเองเป็นคนที่ค่อนข้างหน้าตาดี(?)แต่ก็ไม่จำเป็นต้องถึงขนาดหลอลื่นก็ได้ไหมเล่า!

จังหวะที่รู้ว่าท่าลื่นล้มนั้นจะต้องน่าอายมากแน่ ฮันก็เกร็งบั้นท้ายสุดฤทธิ์ หลับตาปี๋พร้อมรับความเจ็บปวดที่กำลังจะเกิดขึ้น

ปึก

เจ็บ...แต่ไม่ได้เจ็บที่ก้นกบอย่างที่คาดเอาไว้ กลับเจ็บที่หน้าผาก เหมือนมันไปโขกกับอะไรบางอย่างที่แข็ง แต่ก็นิ่มในเวลาเดียวกัน เขางุนงงไปชั่วขณะหนึ่ง

ทว่ากลิ่นที่ฮันกำลังตามหาก่อนหน้านี้ ราวกับว่ามันมาอยู่ที่ปลายจมูกเข้าเสียแล้ว

กลิ่นเวติเวอร์ยามฝนตก...หอมจัง

ฮันเกือบจะซุกใบหน้าลงไปที่ต้นกำเนิดกลิ่น ถ้าสติไม่ถูกดึงกลับมาก่อน และเมื่อลืมตา สิ่งแรกที่เห็นคือปกเสื้อเชิ้ตสีดำ เขาสัมผัสได้ถึงฝ่ามือรั้งเข้าที่รอบเอวตัวเองแน่น

“ขอบคุณนะครับ”

แล้วก็ปล่อยผมได้แล้วครับ

ฮันยังไม่ทันได้เงยหน้าขึ้นไปมอง จู่ๆ ลำแขนแกร่งก็รัดแน่นขึ้น แล้วร่างทั้งร่างก็ลอยหวือขึ้นไปอยู่บนบ่าของชายแปลกหน้า

“เหวอ?!” จากนั้น อีกฝ่ายก็เริ่มสาวเท้า เร็วขึ้นและเร็วขึ้นจนกลายเป็นวิ่ง

“ค— คุณครับ! จะพาผมไปไหน!? ปล่อยผมลงนะครับ!” ฮันที่ลอยโทงเทงอยู่บนบ่าแกร่งทั้งทุบ ทั้งดันไหล่ชายแปลกหน้าให้ปล่อย แต่ยิ่งทำแบบนั้น อีกฝ่ายก็ยิ่งวิ่งเร็วขึ้นจนหัวที่ห้อยลงพื้นวิงเวียนไปหมด

“ไปห้องพยาบาล” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาแค่นั้น แต่มันยิ่งทำให้คนบนบ่าดิ้นกว่าเดิม

“หา? พาผมไปทำไมครับ ผมไม่ได้เป็นอะไรเลยนะ!”

หยุดดิ้น!”

ฮันได้แต่กลืนน้ำลายลงคอเมื่อเสียงทุ้มนั้นดุดันขึ้นกว่าเดิม บวกกับฟีโรโมนกลิ่นคล้ายหญ้าแฝก เจือไปกับดินหลังฝนของอีกฝ่ายก็เข้มขึ้นเรื่อยๆ

แม้ว่าในโรงอาหารคนจะเริ่มหนาแน่นขึ้น แต่ไม่ได้มีใครเข้ามาห้ามชายหนุ่มปริศนาให้ปล่อยฮันลงแต่อย่างใด กลับมีแต่สายตาฉงนที่มองมา ราวกับเหตุการณ์ตรงหน้าคือสถานการณ์ฉุกเฉินบางอย่างที่ไม่มีใครกังขา

ถ้ามองจากสายตาคนนอก มันเหมือนกับว่าฮันคือคนเจ็บที่ต้องถูกหามส่งห้องพยาบาลอย่างไรอย่างนั้น

ฮันคิดไม่ทันว่าควรอ้าปากร้องให้ใครสักคนช่วย เพราะเอาแต่นึกว่าอะไรที่ทำให้อีกฝ่ายแบกเขามุ่งไปทางห้องพยาบาลเช่นนี้ ตูดเขายังไม่ทันได้กระแทกพื้นเลยด้วยซ้ำ ทว่าความสงสัยยังไม่ทันถูกไข ร่างทั้งร่างก็ถูกปล่อยลงจากบ่าแกร่ง

ตุบ

“โอ๊ย”

ฮันถูกโยนลงกับเตียงในห้องพยาบาลอย่างแรงจนจุก ไม่มีคนอยู่ในห้องเลยสักคนคงเพราะออกไปทานมื้อเที่ยง ยังดีที่มีเสียงพยาบาลโรบอตถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม เมื่อตั้งสติได้แล้ว เขาจึงสามารถมองหน้าคนที่จับตนมาโยนได้เต็มตา

แล้วก็ต้องนิ่งงัน ดั่งคนต้องมนต์

ดวงตาสีน้ำข้าวเหลือบฟ้าอ่อนสะกดทุกการเคลื่อนไหว ผิวขาวซีดราวกับไม่เคยต้องแสงอาทิตย์ ใบหน้าคมเป็นสัน ริมฝีปากได้รูปรับสันจมูกและคิ้วสวยเป็นทรงพอดิบพอดี มันขมวดเข้าหากันอย่างฉุนเฉียว ผมสีบลอนด์สว่างที่เหมือนเซตขึ้นเปิดหน้าผาก นั่นทำให้อีกฝ่ายดูเหมือนตัวร้ายในหนังไซไฟหรือซีรีส์แฟนตาซีสักเรื่อง

น่ากลัว แต่ก็น่าหลงใหลในคราวเดียว

ตุบ...ตึกตึก

เพียงเสี้ยววิที่สบตา เสียงก้อนเนื้อในอกดังทะลุออกมาปานแนบหู มันมาพร้อมกับแรงกระเพื่อมตามจังหวะซึ่งทำให้เจ็บจี๊ดไปทั้งอก ฮันยกมือขึ้นมากุมอกข้างซ้ายไว้เพราะกลัวว่าหัวใจของตนจะทะลุออกจากอก

เป็นจังหวะเดียวกับที่ชายหนุ่มหน้าโหดล้มลงไปกองกับพื้นห้อง และกอบกุมอกไว้เช่นเดียวกัน

ฮัน ไนท์ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่บีบรัดอัดอยู่ในอกนี้มันคืออะไร ยามนั้นเองที่ดวงตาพร่ามัว รู้สึกทรมานสุดขั้วหัวใจ ทุกอย่างโหมขึ้นแรงเหมือนเขากำลังจะตาย

เฮือก!

ชั่ววินาที ราวกับมีแสงสว่างวาบออกจากอกและหายวับไปกับตา หลังจากความรู้สึกเหมือนคนใกล้ตาย ฮันสามารถหอบอากาศเข้าปอดได้ในวินาทีต่อมา ความเจ็บจี๊ดในอกหายไปแล้ว แต่ยังหลงเหลือความปวดตุบที่อธิบายไม่ได้อยู่

ชายหนุ่มที่นอนตะเกียกตะกายบนพื้นห้องร้องเสียงแหบแห้งและหอบหายใจถี่รัว เหมือนคนกำลังจะจมน้ำ ท่าทางทุกข์ทรมานเหลือใจ

“คุณ! เป็นอะไรครับ!?” ฮันร้อนรนลงจากเตียง กำลังจะก้าวเข้าไปหาร่างที่ดูท่าทางเจ็บปวดมาก

“อย่าเข้ามา” เสียงห้ามนั้นฟังดูทรมานเหลือคณา

“คุณ? คุณเจ็บตรงไหนครับ”

“กูบอกว่าอย่าเข้ามา!”

ฮันได้แต่ยืนเหงื่อตกอยู่ที่เดิม ทั้งตกอกตกใจ งุนงง ตัวสั่นขวัญผวา เขาไม่รู้ว่าต้องช่วยเหลืออีกฝ่ายอย่างไร จังหวะนั้นเองที่กลิ่นฟีโรโมนคล้ายหญ้าแฝกชุ่มน้ำฝนนั้นคละคลุ้งไปทั่วห้อง ชวนให้แปลกประหลาดในช่องท้อง

ไอ้อาการเหมือนมีผีเสื้อนับร้อยบินวนอยู่ในท้องนี่มันคืออะไร!

“ยาอยู่ไหน!” เสียงทุ้มดูจะเข้มและแหบพร่าขึ้นทุกขณะ “รีบไปเอายามาฉีดตัวเองสิวะ ยืนบื้ออยู่ได้!”

“คุณต้องการยาแบบไหนคะ” เสียงโรบอตเมื่อได้ยินคีย์เวิร์ดก็ถามขึ้น

“ฉีดยา? ยาอะไรครับ แต่ผมไม่ได้เป็นอะไรเลยนะ”

คุณต่างหากที่เป็น

“ไอ้โง่! มึงกำลังจะฮีทไม่ใช่หรือไง!!”

“หา!?” ฮันยิ่งสับสนไปกันใหญ่ “ผมไม่ได้ฮีท”

“หยุดปล่อยฟีโรโมนมึงสักที ก่อนที่กู…จะฆ่ามึง” ชายหนุ่มตรงหน้ากำหมัดแน่น พยายามตะเกียกตะกายร่างตัวเองลุกขึ้นนั่ง

ฮันสาบานได้ว่าเขากำลังจะร้องไห้ในไม่ช้า ไม่ใช่เพราะกลัวคำขู่ของอัลฟาตรงหน้า แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ในสถานการณ์แบบไหนกันแน่ เขาไม่รู้วิธีรับมือ ความสับสนและอยากช่วยเหลือเพิ่มขึ้นสูงตามลำดับ กระทั่งสังเกตอาการของอีกฝ่ายละเอียดขึ้น

พยาบาลโรบอตแสกนอาการของชายที่นอนคุดคู้อยู่ตรงหน้า ก่อนจะประมวลผลคร่าวๆ ออกมาอย่างรวดเร็วบนจอ

“คุณ...กำลังจะรัทเหรอครับ”

“...”

เมื่อเขาถามคำถามนั้น อีกฝ่ายก็ทำหน้าปั้นยาก อัลฟาหนุ่มมีสีหน้าสับสนกับตัวเอง ฉุนเฉียว หงุดหงิดและไม่เข้าใจ

“ยาคุณอยู่ไหน” เขาถามพลางรีบมองไปรอบๆ

ไม่น่าจะพกมา

ห้องพยาบาลมหาวิทยาลัยสหพันธ์นี้เป็นห้องสีขาวสะอาด มีการจัดหมวดหมู่ยาอย่างดี มีเตียงว่างอยู่สามเตียง เก็บกลิ่นฟีโรโมนได้อย่างดียิ่ง ดังนั้นคนนอกไม่รู้แน่นอนว่าตอนนี้มีอัลฟากำลังจะรัท ซึ่งยาแต่ละตัวจะเก็บไว้ในลิ้นชักและติดชื่อยาไว้ข้างหน้า แต่ยาที่ส่งผลรุนแรงต่อร่างกายจะต้องรอคุณหมอประจำการมาจ่ายยาให้

แล้วทำไมห้องพยาบาลมหาลัยสหพันธ์ถึงมียาชื่อคล้ายกันเยอะอย่างนี้วะ!

ฮันรีบหายาแบบรีบร้อน ลืมคิดไปเลยว่าพยาบาลโรบอตก็กำลังประเมินเหตุการณ์อยู่ จะว่าเขาโง่ ซื่อบื้อ เลิ่กลั่กลนลานหรืออะไรก็ได้ แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยเข้าห้องพยาบาลที่นี่เลยสักครั้ง แถมยังเป็นนักศึกษาปีแรกที่ไม่รู้ระบบป้องกันเหตุฉุกเฉิน ก็ต้องมีสภาพไม่ต่างจากเขาแน่นอน

ฮันเห็นเพียงฝ่ามือคู่นั้นที่กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน อีกฝ่ายเหมือนกำลังอดกลั้นอย่างเต็มกำลัง เหงื่อผุดเต็มหน้าผากกว้าง และนั่นทำให้ฮันสั่นกลัวอย่างบอกไม่ถูก

ฟีโรโมนอัลฟาถูกปล่อยออกมาเต็มกำลัง ทั้งกดดัน ข่มขู่ มันทำให้เขากลัว แข้งขากำลังจะอ่อนแรงลง กลิ่นของอีกฝ่ายพยามขู่ให้เขาหัวหดและวิ่งหนีออกไปจากห้องนี้ซะ

แต่ไม่รู้ทำไม ความรู้สึกข้างในถึงบอกว่าต้องช่วย...ผู้ชายคนนี้ต้องปลอดภัย

“มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” เสียงของโรบอตราวกับช่วยชีวิตเขาไว้ ไม่เช่นนั้นเขาคงเป็นลมวูบเพราะฟีโรโมนอัลฟาไปในไม่ช้าแน่

“ยาแก้รัทฉุกเฉินอยู่ตรงไหนครับ”

ไม่นานฮันก็ได้เข็มฉีดยาที่บรรจุยาแก้รัทสีใสครึ่งหลอด เขารีบก้มตัวลงไปหาแล้วถลกแขนเสื้ออีกฝ่ายขึ้น

“โอ๊ย!”

แต่อัลฟาตรงหน้าดันพลิกตัวคร่อมเขาไว้กับพื้นห้อง ฝ่ามือหนารัดข้อมือที่มีเข็มฉีดยาของเขาอยู่แน่นจนเจ็บ

“รีบ...ฉีด”

ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นจ้องมองมาราวกับจะกัดกินเขาให้ตายถ้ายังชักช้าไปมากกว่านี้ หยาดเหงื่อที่ไหลลงจากกรอบหน้าคมกระทบลงบนลำคอจนสะดุ้ง

ข้อมือของฮันถูกรัดแน่น เจ็บจนแทบน้ำตาไหล อีกฝ่ายยอมปล่อยมือที่สั่นอย่างห้ามไม่ได้ออกไปแล้ว เขาจึงถลกแขนเสื้ออีกฝ่ายขึ้นอย่างรวดเร็ว

หลังปักเข็มฉีดยาลงบนเส้นเลือดที่เด่นนูนออกมาแบบไม่ต้องพยายามหา ก็ต้องใช้เวลาสักพักเพื่อให้ยาออกฤทธิ์

ไม่น่าเกินหนึ่งนาที แต่รีบหน่อยก็ดี

ระหว่างที่ร่างกายอัลฟาหนุ่มกำลังปรับอุณหภูมิจากเดือดระอุให้เป็นปกติ เหมือนว่าใบหน้าคมกริบนั้นจะโน้มลงมาเล็กน้อย ราวกับสัตว์ใหญ่สำรวจเหยื่อ

ที่จริงก็ไม่น้อย...เพราะฮันสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวรดอยู่เหนือใบหู มันรินไล่ไปตามกรอบหน้าของเขาจนขนอ่อนลุกซู่ แล้วก็มาหยุดอยู่เหนือริมฝีปาก

เขา...ไม่ได้คิดจะจูบเราใช่ไหม

ผลักออกไปสิ ฮัน!

อัลฟาที่คร่อมบนร่างหอบหายใจแรงอยู่เกือบนาที ทว่าดวงตาคู่คมยังคงไม่ลดละไปจากเขา

คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่นยามที่จ้องมา ส่วนเขาได้แต่นอนตัวลีบ หดคอที่เปียกเหงื่อชุ่ม กะพริบตาปริบๆ เมื่อเริ่มรู้สึกว่าไม่ได้การแล้ว ถ้ายังอยู่ในสภาพนี้นานไปมากกว่านี้อีกหน่อย ตัวเขาต้องระเบิดเป็นโกโก้ครันช์อย่างแน่นอน

ร้อน...มันร้อนเกินไป ไหนจะฟีโรโมนที่ถ้าให้เปรียบ มันเหมือนร่างทั้งร่างของเขาตอนนี้กำลังนอนแผ่อยู่กลางทุ่งหญ้าที่ไหนสักแห่ง มีแสงแดดแผดผิวไปทั่วบริเวณ ทว่าจู่ๆ ก็มีน้ำฝนชำระล้างลงมาพาให้ตัวสั่น แต่นั่นกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกเย็นชุ่มฉ่ำเลยแม้แต่น้อย

มันกลับรู้สึกร้อน...ร้อนมาก เหงื่อที่รดบนใบหน้าและลำคอของเขามันร้อนราวกับเม็ดฝนที่เพิ่งต้มสุกใหม่ๆ

และแต่ละหยดก็ทำให้สะดุ้งจนร่างกายกระตุกอย่างห้ามไม่ได้

เวลาตั้งแต่เข้ามาในห้องพยาบาลจนถึงตอนนี้ ผ่านไปไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ แต่ฮัน ไนท์กลับรู้สึกว่ามันช่างเนิ่นนานเหลือเกิน น่าแปลกที่ไม่ได้รู้สึกอึดอัดจนอยากหลบหลีก

“ชา...คาโมมายล์?”

เมื่อตั้งใจฟังเสียงอีกฝ่ายใกล้ๆ เขาได้ยินสำเนียงบริทิชอังกฤษอย่างชัดเจน โดยเฉพาะคำว่า คาโมมายล์

“?” ฮันได้แต่เลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่คนเหนือร่างพูด เพราะจู่ๆ ฝั่งนั้นก็เอ่ยขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ไม่มีแม้กระทั่งบริบท เป็นประโยคบอกเล่าหรือคำถามไม่อาจทราบได้ แต่หัวคิ้วที่แทบผูกกันเป็นปมเช่นนั้น บ่งบอกว่าอีกฝ่ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง

“โอเมกา?”

ดมจากฟีโรโมนเมื่อกี้ก็รู้แล้ว จะถามทำไมเล่า

“คุณ...โอเคไหม”

ทำไมจู่ ถึงรัทได้

ปกติผู้ที่มีเพศรองเป็นอัลฟา ก็จะมีอาการที่คล้ายอาการฮีทเช่นกัน แต่จะเรียกว่าการรัท ทว่าในหนึ่งปีจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก อย่างน้อยก็ปีละครั้ง และจะมาในวันเวลาใกล้เคียงกันทุกปี ส่วนใหญ่เมื่อใกล้ถึงวันนั้น ไม่ว่าจะมีเพศรองเป็นอัลฟาหรือโอเมกาก็จะมีสัญญาณเตือนก่อนวันนั้นจะมาถึง

เมื่อวันฮีทหรือรัทใกล้มาถึง จะมีอาการที่ส่งสัญญาณเตือนอ่อนๆ และคนเหล่านั้นก็จะลาหยุดอยู่บ้าน

แต่นี่ดูเหมือนว่าจะรัทฉุกเฉินแบบไม่มีสัญญาณเตือนก่อนเลยนะ

“คุณลืมดูปฏิทินเหรอ หรือว่าไม่บันทึกวันรัทของตัวเองไว้ ไม่ได้นะครับ ถ้าเกิดไปเป็นแบบนี้ข้างนอกล่ะก็ แย่แน่”

“...” หนุ่มอัลฟาผละออกไปแล้ว อีกฝ่ายดึงแขนเสื้อลงเร็วๆ จัดเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม และเสยผมสีบลอนด์สว่างชื้นเหงื่อขึ้นไปลวกๆ เหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ฮันรีบลุกขึ้นยืนตาม เมื่อยืนยืดเต็มความสูง ก็เห็นได้ถึงความแตกต่างทางกายภาพอย่างชัดเจน อีกฝ่ายตัวสูงชะลูด อกผายไหล่ผึ่ง มองจากด้านข้างยิ่งเห็นสันกรามและสันจมูกโด่งอันคมกริบ

ฮันเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “คุณเอายาเม็ดไปกินด้วยไหมครับ เผื่อว่าระหว่างทางกลับแล้วอาการจะกำเริบขึ้นมาอีก”

“ต้องการอะไร”

“ครับ?”

หมายความว่ายังไงนะ เขากำลังจะถามว่าเราต้องการการตอบแทนอะไร จากการที่ช่วยเขาไว้น่ะหรอ

ฮันขมวดคิ้วไปไม่กี่วิก็ทำมือปัดๆ ตอบกลับด้วยเสียงร่าเริงเพื่อลดความกระอักกระอ่วนที่แสนประหลาดตรงหน้า

“โหย ไม่เป็น’ไรเลยครับ ไม่ต้องตอบแทนอะไรหรอก ผมแค่เอายาแก้รัทมาฉีดให้คุณ—”

“กูเกลียดโอเมกา”

“!?”

“อย่ามาให้กูเห็นหน้าอีก”

หลังจากตวัดสายตาที่ดูเหยียดหยามขั้นสุดมาให้ อัลฟาคนนั้นก็ผลักประตูห้องออกไปทันทีที่พูดจบ ไม่รอให้ฮันได้ตอบโต้อะไรไปมากกว่านี้

 

αβΩ

 

นี่น่ะหรือ อัลฟาปสด.ที่ทุกคนหมายถึง

ใช่แน่ ต้องใช่แน่นอน นี่แหละอัลฟาปสด.ที่คนในอินเทอร์เน็ตได้ให้คำนิยามไว้

ฮันนี่

พูดจาปากน่าตี ส่งฟีโรโมนกดขี่ข่มเหงคนอื่น

ฮันนี่

เหมือนเพิ่งไปแดกควายมาทั้งตัวจริง ด้วย!

“ฮันนี่!”

“หือ!? มีอะไรเหรอ ไคลี่” เขาสะดุ้งหลุดจากภวังค์ มือคลายจากการกำปากกาแน่น

เมื่อสติกลับมา เสียงของอาจารย์หน้าห้องก็เหมือนจะกลับเข้ามาในโสตประสาทอีกครั้ง ทำให้รู้ว่าตัวเองนั่งเหม่อไปนานจนอาจารย์เริ่มพูดไปถึงไหนต่อไหน เพื่อนเรียกแล้วก็ยังไม่ได้ยิน

“ฮันนี่กำปากกาจนจะหักอยู่แล้ว แล้วก็เหม่อตั้งแต่มื้อเที่ยงแล้วนะ ก่อนหน้านี้มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ใช่ไหม”

ฮันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หลังกลับจากห้องพยาบาลไปที่ศูนย์อาหาร เขาเห็นเพื่อนที่นั่งรอพร้อมกับอาหารที่วางพร้อมอยู่แล้ว เลยบอกเพื่อนไปว่า เขาไปเข้าห้องน้ำมา

ไคลี่ที่เป็นอัลฟาได้กลิ่นฟีโรโมนของอัลฟาอื่นอย่างชัดเจน ซักไซ้ถามอยู่นานว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงเหมือนถูกรมควันไปด้วยฟีโรโมนอัลฟาขนาดนี้ เพื่อนๆ คิดไปถึงขั้นว่ามีอัลฟาหน้าไหนมาอ่อยปล่อยฟีโรโมนอัดใส่เขาหรือเปล่า

อ่อยจะฆ่าเขาน่ะสิไม่ว่า!

“เรื่องเข้าใจผิดเฉยๆ น่ะ” ฮันตอบไปเพียงเท่านั้น เพื่อนสาวยังมีสีหน้ากังวล แต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้ต่อ รอให้เพื่อนอยากเล่า เดี๋ยวก็คงเล่าเอง

“ถ้าให้อธิบายแบบเข้าใจอย่างง่าย สุนทรียศาสตร์ เป็นแขนงหนึ่งในวิชาปรัชญาที่ว่าด้วยธรรมชาติของความสวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสวยงามด้านศิลปะ เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องด้วยรสนิยม รวมถึงมาตรฐานของค่านิยมในการพิจารณาเปรียบเทียบหรือตัดสินคุณค่าของศิลปะ แม้กระทั่งเป็นทฤษฎีหรือเจตคติที่เกี่ยวกับความสวยงามทั้งหมดทั้งมวล”

เสียงของศาสตราจารย์ประจำวิชาปรัชญาสมัยใหม่กล่าวต่อไป ส่วนฮัน ไนท์ก็นั่งเท้าคางฟังด้วยความเหม่อลอย

เขาเรียนเอกศิลปะและกลยุทธ์การออกแบบก็จริง แต่วิชาปรัชญาสมัยใหม่เป็นวิชาที่ไม่ว่านักศึกษาสาขาไหนก็ต้องเรียน เป็นอีกหนึ่งวิชาบังคับที่ต้องเข้าเรียนและสอบให้ผ่านเกรด D+ ขึ้นไปเท่านั้น

ต่อให้จะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าวิชาปรัชญาไม่ผ่าน ก็ถือว่าเรียนไม่จบ

ไม่เข้าใจเหมือนกัน

“ส่วนตรรกศาสตร์ มากจากรากศัพท์ในภาษากรีกว่า ‘Logos’ ความหมายตามรากศัพท์เดิมในภาษากรีก หมายถึง คำพูด การพูด เหตุผล สมมุติฐาน สุนทรพจน์ คำกรีกที่มีรากศัพท์มาจาก logos เช่น logistikon มีความหมายเกี่ยวกับการอธิบาย การให้รายละเอียด นอกจากนี้ยังหมายถึง คำสัญญา แต่อย่างไรก็ตามความหมายที่ซ่อนอยู่ของคำว่า Logic คือการคิดนั่นเอง”

เขาปล่อยให้เครื่องจับเสียงแปลงเป็นข้อความลงเอฟอร์สไปเรื่อยๆ คิดแค่ว่าเอาไว้ไปอ่านและไฮไลท์อีกรอบทีหลังก็แล้วกัน

“คำว่า สุนทรียศาสตร์ ได้ถูกนำมาใช้ครั้งแรก เมื่อประมาณ ค.ศ.1750 หมายถึงวิทยาการที่ปรากฏหรือรับรู้ผ่านทางประสาทสัมผัส หรือผ่านทางอินทรีย์ทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การศึกษาถึงความงาม ตรงกันข้ามกับวิชาตรรกศาสตร์ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับคุณค่าของความจริง แต่อย่างไรก็ตาม…”

ในขณะนั้นเอง กลิ่นเวติเวอร์ยามฝนตกลอยมาอีกครั้ง เขาสะบัดหัวตัวเองเล็กน้อย บางทีมันอาจจะยังเหลือกลิ่นติดตัวเขาอยู่จางๆ

หยุดคิดถึงกลิ่นนั้นสักที

“เดี๋ยวโจทย์เทอมโปรเจ็กต์ อาจารย์จะส่งเข้ายูเอสเมลให้หลังจากจบคลาสนะครับ เป็นโปรเจ็กต์คู่ครับ”

เขาได้ยินเสียงโห่จากเพื่อนรอบข้าง ศาสตราจารย์หัวเราะ

“อ้อ ระบบสุ่มจับคู่ให้เองนะครับ ผมไม่เกี่ยว”

“อะไรอ่า ทำไมศาสตราจารย์ไม่ให้เลือกคู่เองนะ เผื่อได้คู่กับคนที่ไม่ชอบหน้าจะทำยังไง” ไคลี่บ่น ส่วนชินก็เพียงไหวไหล่

ส่วนเขาทำงานคู่กับใครก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่ไม่ใช่อัลฟาปสด.ก็พอแล้ว

“เอาล่ะ มีใครตอบได้บ้างว่าทำไมเราถึงต้องเรียนวิชาปรัชญา วิชานี้มันมีความสำคัญในยุคสมัยนี้อย่างไร”

เพื่อนๆ ต่างยกมือแย่งกันตอบตามสิ่งที่คิด บ้างก็ตอบแบบหลักการจริงจัง บ้างก็ตอบแบบตลกชวนให้เพื่อนรอบข้างยิ้มแย้มแจ่มใส

คงจะมีเพียงแค่ฮันที่นั่งหน้าซึมกะทือ และถอนหายใจเป็นพักๆ รับรู้เพียงกลิ่นฟีโรโมนที่ติดจมูกไปแล้ว และความรู้สึกเสียวสันหลังที่ทำเอาขนอ่อนลุกซู่

เหมือนมีใครนั่งจ้องจากข้างหลัง ตลอดทั้งคาบ

“พวกคุณเคยได้ยินเรื่องคู่แท้แห่งโชคชะตากันไหม” เสียงของศาสตราจารย์ยังคงดังต่อไป ไคลี่ดูจะสนใจท็อปปิกนี้เป็นพิเศษ

“ฉันเคยอ่านเจอแต่ในนิยาย อยากรู้จังว่าคู่แท้แห่งโชคชะตาของฉันจะกำลังทำอะไรอยู่นะ”

“ว่ากันว่าชั่วชีวิตของทุกคนต่างมีคู่แท้แห่งโชคชะตาหนึ่งคนซึ่งเขาอาจจะอยู่มุมไหนของโลกก็ได้ โอเคๆ แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาคู่ของตัวเองพบ เพราะมีหลายคนบนโลกที่ได้พบคู่แท้แห่งโชคชะตาตัวเองจริงๆ อาการที่บอกต่อกันมาคือเมื่อได้พบหน้ากับคู่แท้แห่งโชคชะตาเป็นครั้งแรก ไม่ใช่เพียงรู้สึกถูกใจเหมือนพบคนหล่อ สวย หรือที่ตรงไทป์ตัวเองเท่านั้น ตามหลักวิทยาศาสตร์ อธิบายอาการนี้ว่าฟีโรโมนหรือสารเคมีในร่างกายของทั้งสองคนจะมีความเข้ากันได้ดีอย่างลึกซึ้ง”

“แปลว่าเบตาอาจจะไม่มีคู่แท้แห่งโชคชะตาสินะ” ชินพึมพำ

“เมื่อพบกันครั้งแรก จะรู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบรัดอย่างรุนแรง หัวใจจะเปิดระบบการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพอย่างที่ปกติไม่เคยเป็นมาก่อน ระบบในร่างกายผิดปกติไปชั่วคราว เลือดสูบฉีด ฟีโรโมนหลั่งอย่างล้นทะลักเพื่อเชื่อมความรู้สึกกันและกัน เหมือนหัวใจจะกระเด็นกระดอนออกจากอกให้ได้ เหมือนคนกำลังจะขาดอากาศหายใจหรือจมน้ำ และเมื่อหัวใจของทั้งคู่เชื่อมถึงกันโดยสมบูรณ์ ความบกพร่องทางร่างกายหรือหัวใจจะถูกแก้ไขและได้รับการเติมเต็ม”

“โอ้โห ศาสตราจารย์ไปเอาเรื่องเล่ามาจากไหนวะ เว่อกว่าที่ฉันอ่านเจอจากในนิยายเอบีโอเวิร์สอีกนะ”

ฮัน อัลเลน ไนท์ หยุดเขี่ยเอฟอร์ส 20 เขาเงยหน้ามองศาสตราจารย์ เริ่มฟังอย่างตั้งใจ

“เช่น ถ้าคุณเป็นคนที่บกพร่องทางการมองเห็นสี และได้เจอกับคู่แท้แห่งโชคชะตาเข้า คุณอาจได้กลับมามองเห็นสีสันอีกครั้ง แบบไม่ต้องผ่าตัดเลยล่ะครับ”

ศาสตราจารย์ยกยิ้มขึ้นเมื่อนักศึกษาต่างพากันว้าวและทำสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ แต่ฮันที่กำลังฟังอยู่กลับเงียบกริบ นิ่งคิด

“ถ้าถามว่าผมรู้ได้ยังไง ผมเคยสัมภาษณ์คนที่เคยพบคู่แท้แห่งโชคชะตาหรือไม่ ก็ขอตอบเลยว่าใช่ครับ ผมกำลังทำงานวิจัยนี้อยู่ เลยได้สัมภาษณ์คนที่เจอคู่แท้แห่งโชคชะตามาส่วนหนึ่ง แต่ละคู่ก็จะมีอาการก่อนเจอ ครั้งแรกที่ได้เจอ หรือว่าหลังจากที่เจอแล้วแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ผมเล่าไปเมื่อครู่คือสิ่งที่เชื่อมโยงได้ ว่านี่คืออาการที่ทุกคู่มักจะพบมากที่สุดเมื่อเจอคู่แท้แห่งโชคชะตา”

ฟีโรโมนหลั่งอย่างล้นทะลักเพื่อเชื่อมความรู้สึกถึงกัน เหมือนหัวใจจะกระเด็นกระดอนออกจากอกให้ได้

ตุบ...ตึกตึก

ตอนนี้ฮัน ไนท์ก็ได้ยินเสียงของหัวใจตัวเอง ทว่ามันไม่ได้ดังเหมือนอย่างตอนนั้น

ตอนนั้น...หัวใจมันเต้นแรงมาก แรงจนเมื่อกอบกุมไปที่อกข้างซ้ายเพียงแผ่วเบา ก็สัมผัสได้ถึงอัตราการเต้นของมัน มันเต้นแรงมากจนเขากลัวว่ามันจะหลุดทะลุอกออกมา

มันทั้งบีบรัด อึดอัด เจ็บปวด เหมือนชั่วขณะหนึ่งเขาคิดว่า เขาอาจจะต้องตายในไม่ช้า

ฮันนิ่งเงียบไป หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น

“อ้อ...” เสียงของศาสตราจารย์เรียกความสนใจจากนักศึกษาอีกครั้ง “แล้วผมก็ยืนยันได้ว่านี่คือเรื่องจริงนะ”

“?”

“เพราะผมก็เจอกับตัวเองมาแล้ว”

เมื่อจบประโยคนั้นทั้งคลาสก็เหมือนจะปั่นป่วนขึ้นอีกครั้ง ทุกคนต่างรัวคำถามใส่ศาสตราจารย์ประจำวิชาปรัชญาสมัยใหม่กันอย่างบ้าคลั่ง เขาแอบได้ยินเสียงคนกรี๊ดด้วย

เขาเห็นไคลี่กับชินทำตาเหลือกเท่าไข่ห่าน

“กรี๊ด!”

แล้วไคลี่ก็เป็นคนที่กรี๊ดขึ้นมาข้างหูเขาแทน

“แปลว่าฉันยังมีความหวัง! ขนาดศาสตราจารย์ยังได้เจอคู่แท้เลย ฉันก็ต้องได้เจอบ้าง! ชิน ฮันนี่ พวกแกเห็นไหม!”

“ใครที่ยังหาไม่เจอ หรือมีแฟนอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องขวนขวายหรอกครับ เหนื่อยเปล่า ถ้าบทจะเจอ อยู่เฉยๆ เดี๋ยวเขาก็มาครับ หรือถ้าใครเบื่อฟังเรื่องแบบนี้แล้ว สร้างโชคชะตาขึ้นมาเองเลยก็ได้นะ”

“ใช่! ในเมื่อคู่แท้แห่งโชคชะตามันหายากขนาดนั้น ก็สร้างเองไปเลยสิคะ!” ไคลี่ชูกำปั้น หันไปหาชินแล้วตบไหล่ดังอั่ก “ใช่ไหมแก!”

“เอาล่ะๆ มีการบ้านประจำสัปดาห์ด้วยนะ กลับไปทำงานส่งคาบหน้ากันด้วยนะครับ”

เพื่อนๆ โห่ด้วยเสียงระทวยโหยหวน เป็นจังหวะเดียวกับที่เอฟอร์สของแต่ละคนมีเสียงแจ้งเตือนเข้ายูเอสเมล จบคาบแล้ว นักศึกษาเริ่มทยอยพากันเดินออกจากห้อง ไคลี่และชินเปิดเอฟอร์สของตัวเองเพื่อเช็กพาร์ตเนอร์

“ฉันได้พาร์ตเนอร์เป็นรุ่นพี่ปีสองสาขาการตลาด” ไคลี่พูด

“หือ? ระบบสุ่มคละชั้นปีให้ด้วยเหรอ นึกว่าคละให้เฉพาะคนในชั้นเดียวกัน” ชินเปิดเอฟอร์สของตัวเองดูบ้าง

“เราได้พาร์ตเนอร์เป็นรุ่นพี่ปีสามแล้วของฮันนี่ล่ะ ได้คู่ใคร”

[ยินดีด้วย คุณได้ทำเทอมโปรเจ็กต์วิชาปรัชญาสมัยใหม่คู่กับ Holmes, C. ช่องทางการสื่อสาร…]

ยังไม่ทันได้อ่านข้อมูลของพาร์ตเนอร์ตัวเอง เอฟอร์สก็บอกระยะความห่างของเขากับคนผู้นั้น

[ห่างกันเพียง 5 เมตร ทางทิศตะวันตก]

ติ๊ง

เป็นจังหวะเดียวกับที่ได้ยินเสียงแจ้งเตือนเอฟอร์สจากทางด้านหลังดังขึ้น ฮันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อนักศึกษาคนอื่นที่นั่งด้านหลังเขาลุกออกไปเรื่อยๆ กลิ่นฝนผสมเวติเวอร์ก็เข้มขึ้นมา

“ว่าไงฮันนี่...เอ๊ะห้าเมตรเหรอ” ไคลี่ยื่นหน้าเข้ามาอ่านเอฟอร์สเขา แต่เจ้าตัวไม่อยากหันหลังกลับไปมองเลย

ไม่ใช่หรอก แค่เมากลิ่นฟีโรโมนเก่าแน่

[ห่างกันเพียง 4 เมตร ทางทิศตะวันตก]

[ห่างกันเพียง 3 เมตร ทางทิศตะวันตก]

“หือ!?”

ฮันมองมันตาเหลือกเมื่อระยะห่างนั้นสั้นลง และเข้าใกล้เขาเรื่อยๆ จากทางด้านหลัง ทั้งชินและไคลี่กำลังจะหันหลังไปมองคนที่น่าจะเป็นพาร์ตเนอร์ของเขา

ทว่าจังหวะนั้นเองที่มีชายแปลกหน้าเดินมานั่งลงด้านข้าง ด้วยท่าทางเป็นกันเอง เขาเป็นหนุ่มอัลฟาคนหนึ่งที่ฮันไม่รู้จัก อีกฝ่ายยิ้มกว้างแล้วยื่นมือออกมาตรงหน้า

โจเซฟ พาร์คเกอร์ครับ” ชายหนุ่มตาสีน้ำข้าว ผิวแทนดูเนียนละเอียด พอยิ้มกว้างทีก็เหมือนมีแสงสปอตไลต์มาจ่อ

ฮันงง และเพื่อนอีกสองคนข้างกันก็งง แต่ในความงุนงงนั้นเอง ฮันตัดสินใจยื่นมือออกไปจับฝ่ามือชายตรงหน้าเบาๆ ตามมารยาทการทักทาย

“ฮัน ไนท์ครับ”

เอ่อ มาเอาอะไรหรือเปล่าครับ

น่ารักมากครับ

ฮันที่ถูกชมแบบไม่ทันได้ตั้งตัวได้แต่ยิ้มค้าง เขาชักมือตัวเองกลับมาแล้วเกาแก้มตัวเองเบาๆ อีกฝ่ายหัวเราะนุ่มทุ้ม “ขอบคุณนะครับ ชื่อผมคุณแม่ตั้งให้”

“ผมไม่ได้หมายถึงแค่ชื่อ คนก็น่ารักครับ”

เขานั่งตาค้างไปแล้วส่วนเพื่อนอีกสองคนข้างหลังที่ทำเหมือนมองนกมองอากาศไม่ได้สนใจ แต่เขารู้ว่าเพื่อนกำลังจิกแขน กรี๊ดกันอยู่ในใจ

ไคลี่ ชิน ช่วยด้วย!

[ห่างกันเพียง 1 เมตร ทางทิศตะวันตก]

ฮันเหลือบตามองเอฟอร์สของตัวเอง

“อ่า...” เขากะพริบตาปริบๆ ตัดสินใจตอบกลับด้วยมารยาท “คุณเองก็...หล่อมากครับ”

จู่ๆ ฟีโรโมนกลิ่นเวติเวอร์ในหน้าฝนก็ฟุ้งขึ้นมากะทันหัน อัลฟาข้างเขาเหงื่อตก หน้าซีด มือจับปกเสื้อเขย่าเบาๆ

“เมื่อกี้ยังเย็นๆ อยู่เลย ทำไมถึงร้อนอบอ้าวขึ้นมาได้ก็ไม่รู้นะครับ”

…ครืด…

เอฟอร์สที่ข้อมือเขาสั่นอีกครั้ง

และครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องหันไปมองมัน…

…ฮันก็รู้ว่ามันสั่นเพราะอะไร

[อยู่ข้างคุณ]

 

 

TBC

เอาล่ะ ใครกันน้ามารัทต่อหน้าน้อนฮันนี่ แถมยังหยาบคายใส่คนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก(?)ด้วย ใช้ไม่ได้เลยนะ แล้วทำไมทั้งคู่ถึงเป็นตะคริวหัวใจ(??)ขึ้นมากะทันหันพร้อมกันล่ะ

เอาล่ะ และขอต้อนรับเข้าสู่ช่วง ไม่ได้ถามก็จะบอก! (ช่วงใหม่อีกละเบ๋อ)

- เอฟอร์ส ใครนึกไม่ออกให้นึกง่ายๆ เหมือนนาฬิกาข้อมือหรือ Smartwatch ทั่วไปได้เลย เพราะอยากจะออกแบบมาให้มีความดั้งเดิม ไม่ดูเกินจินตนาการมากเกินไป แต่ฟังก์ชันในสมัยนั้นก็จะตอบโจทย์และรวมทุกอย่างไว้ในหนึ่งเดียว เรียกว่าทำได้ทุกอย่าง แล้วก็จะปรับรูปร่างตัวเองได้แล้วแต่ว่าผู้ใช้จะเลือกโหมดไหน (ลองคิดดูสิว่าขนาดมือถือสมัยนี้หน้าจอกระจกยังพับได้ แถมยังมีกล้องที่เล็กเท่าเม็ดเกลือแต่ถ่ายภาพคมชัดสุดๆ ได้เลยนะ อนาคตจะขนาดไหน)

sds

Photo by Adam Birkett on Unsplash

- เวติเวอร์ (Vetiver) ก็คือหญ้าแฝกนั่นเอง แล้วหญ้าแฝกมีกลิ่นหรือ? หญ้าแฝกมักถูกนำไปสกัดทำเป็นน้ำหอม หรือน้ำมันหอมระเหย น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์เวติเวอร์ หรือน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์จากรากหญ้าแฝกหอม มีกลิ่นหอมทึบเข้มข้นแนวเอิร์ธโทน สรรพคุณช่วยให้สบาย รู้สึกผ่อนคลาย ลดอาการทางประสาทและความเครียด แล้วทำไมในเรื่องไม่เรียกว่าหญ้าแฝกไปเลยล่ะ เอางี้เรยนะ ถ้าบอกว่าเขามีฟีโรโมนกลิ่นฝนผสมหญ้าแฝก มันไม่ค่อยคูลเท่ากลิ่นฝนผสมเวติเวอร์ ใช่ไหมล่ะ แหะ 

- ชาคาโมมายล์มาจากไหน ทำไมจู่ๆ อัลฟ่าคนนั้นถึงพูดขึ้นมา เดี๋ยวตอนต่อไปได้รู้กัน

- ทำไมในเรื่องศาสตราจารย์ถึงเรียกตัวเองว่าอาจารย์ ไม่เรียกตัวเองเหมือนที่นักศึกษาเรียก ส่วนตัวเราคิดว่า professer เป็นตำแหน่งที่ทุกคนคุ้นเรียก แล้วภาษาอังกฤษเวลาคนแทนตัวเองก็จะพูดว่า I เนอะ เลยคิดเป็นภาษาไทยว่าให้ศาสตราจารย์เรียกตัวเองว่าอาจารย์ก็แล้วกัน เหมือนที่อาจารย์คนไทยหลายคน ก็อาจจะติดเรียกตัวเองว่าครู ได้เหมือนกัน

- ตุบ...ตึกตึก คือเสียงหัวใจที่เราเขียนขึ้นมาเอง ที่จริงแล้วเสียงของหัวใจจะเป็น 2 จังหวะว่า หลุบดุบ หลุบดุบ เป็น 2 เสียงคู่กันเสมอ แต่ถ้าให้บรรยายเสียงของหัวใจในนิยายว่า หลุบดุบๆ เราว่าคนอ่านต้องร้องว้อทแน่ แต่ว่าความจริงแล้วมันเป็นเสียงหลุบดุบจริงๆ นะ ฟังคลิปวิทยาศาสตร์ของเสียงหัวใจได้ https://youtu.be/m_yxZFM8vgA

- อิมเมจชิน ไคลี่ มาร์คแล้วก็โจเอลเพื่อนฮันนี่ทั้งหมด เราขออุบไว้ก่อนนะ (ฮันนี่เพื่อนเยอะจัง ก็คนมันน่ารักนิสัยดีช่วยไม่ได้)

 

ติดต่อ ติดตามได้ทาง

Twitter: @FIT_FOR_FINE

Facebook: @FITFORFINE1

Instagram: @fitforfine1

Tik Tok: @fit_for_fine

Email: fine4fit@gmail.com

สามารถหวีด ร่วมพูดคุย แสดงความคิดเห็นผ่าน #IABOU

หรือเพื่อติดตามเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของนิยายเรื่องนี้ที่เราจะลงไว้ที่นั่นได้เลย!

 

เชิงอรรถ

  1. ^ ชิป (Ship) ศัพท์สแลง ความหมายคล้ายคำว่าจิ้น (Imagine) เปรียบกับการขึ้นเรือของคู่ที่ชื่นชอบ เมื่อมีหรืออาจไม่มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับบุคคลเหล่านั้น จะเกิดการชิปโดยผู้ที่อยู่บนเรือซึ่งเรียกว่าชิปเปอร์ (Shipper) ทำงานเสมือนผู้พายเรืออยู่เสมอ