sds

Chapter 5 : Part 1

ภายในห้องที่มีแต่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงสะอึกสะอื้นจากการร้องไห้เท่านั้น ฉันนั่งกอดร่างตัวเองอยู่บนเตียง ข่มความเจ็บปวดไว้ภายใน ‘อาชูร่าน่ะตายไปแล้ว’ ประโยคที่ริออนพูดนั้นยังก้องอยู่ในหัวทุกครั้งที่ประโยคนี้ดังขึ้นในหัว ความรู้สึกราวกับทุกอย่างตรงหน้ากำลังพังทลายลงเหลือ เพียงความมืดมิดและความว่างเปล่า ความหวังอันน้อยนิดซึ่งเปรียบเสมือนแสงเทียนที่ถูกจุดในความมืดถูกดับลง

แล้วถ้าหากเขาไม่กลับมาอีกแล้วล่ะ? เจ้าก็ยังจะรอเขาต่อไปแบบนี้งั้นหรือ? 

คำถามที่ริออนถามฉันเมื่อครู่ ฉันเองก็ไม่รู้คำตอบของมันเลย ถ้ามันเป็นเช่นนั้น ฉันควรจะทำอย่างไร? ฉันควรหยุดรอคอยเขาใช่ไหม? ฉันควรที่จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองเช่นไร? เมื่อคิดเช่นนั้น ความรู้สึกของฉันในตอนนี้มันก็อัดแน่นไปหมดราวกับถูกผลักให้จมสู่มหาสมุทรที่ไม่อาจรู้เบื่องลึกของมัน ทั้งหนาวเย็น โดดเดี่ยว ไร้ซึ่งอากาศหายใจ ไร้ซึ่งทางออก ไม่สามารถต่อต้านใดๆ ได้ทำได้เพียงระบายมันออกมาผ่านน้ำสีใสที่ค่อยๆ ไหลออกจากดวงตาเท่านั้น มันเป็นความรู้สึกราวกับว่าฉันได้สูญเสียพี่อิชไปแล้วจริงๆ มันเป็นสิ่งที่ฉันไม่อยากยอมรับมากที่สุด

...ฉันไม่อยากให้เขาหายไปตลอดกาล

แต่พอมาคิดดูแล้ว สิ่งที่ริออนพูดมันอาจจะเป็นความจริงก็ได้ เพราะฉันที่ไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นเลยได้แต่หลอกตัวเองว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ทั้งๆ ที่ภายในใจลึกๆ ของฉันเองก็บอกว่าเขาไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว แต่ก็ยังคงรอเขาแบบนี้มาตลอดสิบสี่ปีที่ผ่านมา และฉันก็ยังคิดถึงเขามาโดยตลอดเช่นกัน 

ยิ่งรักมากเท่าไหร่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ความเจ็บปวดก็มากขึ้นเป็นเท่าตัว ภายในอกข้างซ้ายบีบรัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ไม่อยากให้มันเป็นอย่างที่ริออนพูดเลยสักนิดแต่สถานการณ์ในตอนนี้มันก็ดูเป็นอย่างที่ริออนพูดจริงๆ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยสนใจว่าคนรอบข้างจะคิดว่าพี่อิชจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ฉันยังคงเชื่อ…เชื่อในความคิดของตัวเองมาตลอด แต่พอมาเจอกับคำถามและสิ่งที่ริออนพูด เปรียบเสมือนมีดคมกริบทิ่มแทงเข้ามากลางอก เพราะไม่มีใครเคยถามฉันด้วยคำถามเหล่านี้ ฉันจึงได้แต่จมอยู่กับความคิดของตัวเองมาโดยตลอด

สิบสี่ปีที่ผ่านมาไร้ร่องรอย ไม่มีใครพบแม้แต่เงา ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายตัวไปได้อย่างไร ไม่มีใครพบเขาในเหตุการณ์สังหารหมู่ในวังอาโพเลียวันนั้น ดูท่าสิ่งที่ฉันทำได้ในตอนนี้ก็มีเพียงยอมรับความจริงทั้งหมดและเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดที่พยายามหลบหลีกมันมาโดยตลอด 

และอย่างที่ริออนพูดไว้ ฉันอายุยี่สิบปีแล้ว อีกไม่นานองค์จักรพรรดิและท่านแม่ต้องให้ฉันแต่งงานกับใครสักคนเป็นแน่ และมันเป็นสิ่งที่ฉันปฏิเสธไม่ได้เหมือนกัน ทั้งๆ ที่ฉันเฝ้ารอมาตลอดว่า คนคนนั้นจะต้องเป็นพี่อิชแน่ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่อย่างที่ฉันหวังไว้เลยสักนิด 

ฉันต้องหยุดรอเขากลับมาจริงๆ สินะ...? เมื่อคิดแบบนั้น ความรู้สึกเจ็บที่อกมันก็มากขึ้น ได้แต่เพียงระบายมันออกมาทางน้ำตาที่ไหลออกมาเช่นเดิม เรื่องความรู้สึกไม่มีใครสามารถช่วยฉันได้ มีเพียงเวลาที่เดินหน้าและมันจะช่วยเปลี่ยนความรู้สึกที่แสนทรมานในตอนนี้ของฉัน...

เปลือกตาของฉันในตอนนี้มันหนักอึ้งและปวดไปหมดเป็นเพราะร้องไห้ติดต่อกันมาหลายชั่วโมง

...ข้าขอโทษนะ พี่อิช ข้าคงรอเจ้ากลับมาไม่ได้อีกแล้ว...

 

รถม้าถูกนำมาจอดที่หน้าประตูใหญ่ทางเข้าออกของวังเป็นประจำทุกวัน ราชวังอาโพเลียแห่งนี้มีพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง โดยปกติแล้วมักจะมีอัศวินเดินตรวจตราอยู่บริเวณนี้แทบตลอดเวลา ทว่าวันนี้มันกลับเงียบกว่าปกติ เด็กสาวเจ้าของเรือนผมหยักศกสีน้ำตาลเข้มเหลือบดำวัยหกปีหรือสตาร์ลิ่ง ค่อยๆ ก้าวลงจากรถม้าด้วยความสดใสร่าเริงก่อนจะวิ่งเข้าไปด้านในวังอย่างคุ้นเคย แต่การก้าวเดินของเธอต้องหยุดลง เมื่อเด็กหญิงเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสีโลหิตกลมโตก็สั่นไหวทันที 

ภาพเบื้องหน้าถูกย้อมไปด้วยสีแดง มันเป็นภาพที่น่าโหดร้ายสำหรับผู้มาพบเห็น เหล่าอัศวินที่ประจำการอยู่บริเวณนี้ต่างเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณ ร่างของเด็กหญิงสั่นไปด้วยความกลัวจนแทบก้าวขาไม่ออก แม้แต่เสียงร้องก็ติดอยู่ในลำคอ

เมื่อมองไปยังประตูบานใหญ่ของอาคารราชวังขนาดใหญ่ตรงหน้าที่ยังคงเปิดทิ้งเอาไว้ บริเวณพื้นหินสีเทามีคราบสีแดงของโลหิตเป็นทางยาวเข้าไปด้านใน ขาที่สั่นเทาของเด็กหญิงก้าวถอยหลัง น้ำสีใสค่อยๆ ไหลออกมาจากดวงตา ภายในใจของเธอนึกถึงคนที่เธอกำลังจะเข้าไปพบอย่างทุกวันที่ผ่านมา เธอไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ถึงเกิดเหตุการณ์ที่โหดร้ายแบบนี้ขึ้นได้ แต่เพียงอย่างเดียวที่เธอคิดคือ หวังว่าเขาจะปลอดภัย 

“เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ คุณหนูสตาร์? ทำไมไม่เข้าไปล่ะขอรับ?” คนขับรถม้าสังเกตเห็นความผิดปกติของเด็กหญิงที่เอาแต่ยืนนิ่งไม่ขยับไปไหนตรงประตูทางเข้าออกของวัง เขาลงจากรถม้าและเดินเข้าไปหาเธอ ทว่าภาพเบื้องหน้าทำให้เขาชะงักไปในทันที “นะ...นี่มันอะไรกัน?” ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่เพื่อความปลอดภัยของเด็กหญิงตรงหน้า เขาต้องพาเธอไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดและนำเรื่องนี้ไปรายงานให้กับดัชเชสคามิเลียทราบ

“คุณหนูอย่าเพิ่งเข้าไป มันอันตรายนะ!” ทว่าเด็กหญิงตรงหน้ากลับรวบรวมความกล้าและวิ่งเข้าไปในวังทันที ถ้าวิ่งตามเธอเข้าไป การรายงานเหตุการณ์นี้กับดัชเชสคามิเลียจะล่าช้า คนภายในวังอาจจะมีเหลือรอดอยู่บ้าง หากรีบนำเรื่องนี้ไปรายงานก็อาจจะช่วยเหลือคนกลุ่มนั้นได้ แต่ถ้าเขาตามสตาร์ลิ่งไป เขาอาจจะไม่ได้ช่วยทั้งสตาร์ลิ่ง ทั้งผู้คนที่อาจมีชีวิตรอด และรวมถึงเขาก็อาจจะไม่มีชีวิตกลับมา เขาจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาจึงตัดสินใจขึ้นรถม้าและกลับไปยังคฤหาสน์บลูคลินทันที

ทางด้านเด็กหญิงที่วิ่งเข้ามาในราชวัง ภายในใจของเธอยังคงสั่นไหวด้วยความกลัว ภายในราชวังที่กว้างขวาง ห้องโถงและโถงทางเดินต่างถูกย้อมด้วยสีเลือด เหล่าอัศวินองครักษ์ต่างกลายเป็นร่างไร้วิญญาณเช่นเดียวกับเหล่าอัศวินที่อยู่ด้านนอก ทว่าสภาพของร่างไร้วิญญาณเหล่านั้นกลับดูโหดร้ายยิ่งกว่า 

เสียงกรีดร้องอันแสนทรมานดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เด็กสาวตัวสั่นกว่าเดิม เธอกัดริมฝีปากตัวเองเพื่อข่มความกลัวนั้นไว้ เช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มด้วยแขนก่อนจะค่อยๆ ก้าวขาที่สั่นเทา เธอเดินสำรวจแต่ละห้อง ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยเรียกเพราะกลัวว่าคนที่สร้างเหตุการณ์โหดร้ายนี้จะตามตัวเธอเจอและเธอก็จะไม่ได้ตามหาคนที่เธอกำลังตามหาอยู่ตอนนี้แน่ เด็กหญิงภาวนาในใจให้เขาปลอดภัยแต่ไม่ว่าจะเดินไปสำรวจที่ห้องไหนกลับไม่พบตัวคนที่เธอตามหาเลย ไม่มีร่องรอย ไร้ซึ่งเงา แม้แต่ห้องบรรทมของเขาก็ไม่พบ จนกระทั่งถึงห้องสุดท้ายซึ่งเป็นห้องบรรทมขององค์จักรพรรดิและองค์จักรพรรดินี เด็กหญิงค่อยๆ เปิดประตูเข้าไปด้วยมือที่สั่นเทา แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้เธอต้องก้าวเท้าถอยหลังทันที

“อะ องค์จักรพรรดินี...” ภายในห้องที่หรูหรา ทว่าสิ่งของเครื่องใช้ภายในห้องแตกพังเสียหายและกระจัดกระจายไปทั่ว คราบสีแดงสดกระเซ็นไปทั่วผนังห้อง องค์จักรพรรดินีผู้เป็นที่รักของทุกคนในอาณาจักรตอนนี้กลับเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณเช่นเดียวกับอัศวินองครักษ์คนอื่นๆ ในวังไปเสียแล้ว ต่างกันกับเหล่าอัศวินเหล่านั้นคือ ร่างกายของเธอมีร่องรอยของบาดแผลราวกับว่าก่อนที่เธอจะสิ้นใจลง เธอได้ต่อสู้กับคนที่เข้ามาก่อเหตุ “อึก...ไม่นะ” น้ำตาของสตาร์ลิ่งค่อยๆ ไหลริน แม้กระทั่งองค์จักรพรรดินีก็กลายเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ ตอนนี้เธอกลัวเหลือเกิน 

“เดียร์อาน่า!” เสียงฝีเท้าก้าวรัวๆ เข้ามาใกล้พร้อมกับองค์จักรพรรดิที่ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของเด็กหญิง นัยน์ตาสีมรกตเบิกกว้างและสั่นไหว ไม่คาดคิดว่าบุคคลที่เขารักจะกลายเป็นแบบนี้ไปเสียแล้ว ร่างสูงในชุดสีดำเต็มยศดูสง่างามเดินเข้าไปสวมกอดร่างไร้วิญญาณของบุคคลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักไว้แน่น น้ำตาไหลรินออกมาเพราะความเจ็บปวด ราวกับมีดนับหมื่นเล่มพุ่งเข้าเสียบแทงและพร้อมที่จะแตกสลายไปด้วยกันกับเธอ ทว่า...เขากลับทำเช่นนั้นไม่ได้ เขาได้แต่นึกโทษตัวเองในใจ “ข้าขอโทษ...ข้าขอโทษ เดียร์อาน่า” เขากล่าวโทษตัวเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือกับร่างของบุคคลที่รักในอ้อมกอดซ้ำๆ 

เมื่อเห็นเช่นนั้น สตาร์ลิ่งจึงก้าวถอยหลังก่อนที่ฝีเท้าเล็กจะวิ่งไปรอบวังเพื่อตามหาเขาคนนั้นอีกครั้ง เมื่อหาทั่วภายในราชวังแต่กลับไม่พบ เธอจึงออกมาตามหาเขาที่บริเวณสวนดอกไม้ที่พวกเขาสองคนมักเล่นด้วยกัน ไม่อยากจะเชื่อภาพตรงหน้า แม้กระทั่งคนดูแลสวนก็กลายเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณไปเสียแล้ว

“พี่อิช! อยู่ที่ไหนน่ะ! พี่อิช!” สตาร์ลิ่งตะโกนออกไปเผื่อว่าคนที่เธอตามหาหรืออาชูร่าอาจจะซ่อนตัวอยู่แถวๆ นี้ก็เป็นได้ เธอวิ่งไปทั่วสวนดอกไม้พร้อมกับตะโกนเรียกชื่อเขา แต่ไม่มีวี่แววว่าเขาจะอยู่ที่นี่เลยสักนิด “แฮ่ก แฮ่ก” ถึงแม้จะเหนื่อย ร่างของเธอก็ยังคงก้าวต่อไปยังสวนดอกไม้อีกแห่งภายในเขตราชวังซึ่งอยู่ติดกัน เธอหวังว่าเขาจะอยู่ที่นั่นและปลอดภัยดี

“พี่อิช! อึก อยู่ที่ไหนกัน!” เธอยังคงตะโกนเรียกเขาไม่หยุด แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความเงียบงัน ร่างเล็กของเธอก็ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้วเช่นกัน ความเจ็บปวดรอบๆ ดวงตาเกิดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลริน ความหวังของเธอเริ่มลดน้อยลงทุกที แม้จะตามหาเขายังไงก็ไม่พบเลย เธอนั่งลงกับพื้นหญ้า กอดตัวเองแน่นเพื่อข่มความกลัวนั้นเอาไว้ เธอกลัวเหลือเกิน...กลัวว่าเขาจะกลายเป็นแบบองค์จักรพรรดินี แต่แล้วสายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นบางอย่างส่องประกายสะท้อนเข้านัยน์ตาสีโลหิต สตาร์ลิ่งเช็ดน้ำตาที่ไหลรินทันทีก่อนจะเดินไปหามัน เข็มกลัดทองคำรูปนาฬิกาทรายที่ประทับตราของตระกูลคิวรินุสหรือเชื้อพระวงศ์พร้อมกับคราบโลหิตที่ติดอยู่ มันคือเข็มกลัดที่ถูกสั่งทำขึ้นอย่างประณีตเพื่อมอบให้แก่เหล่าเชื้อพระวงค์ บริเวณส่วนล่างของเข็มกลัดจึงมีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงเจ้าของของมัน เพราะมีชื่อของบุคคลนั้นๆ สลักอยู่อย่างชัดเจน “นะ...นี่มันเข็มกลัดของพี่อิช” 

 

 

สามารถพูดคุยกันได้ที่ #อิชสตาร์ ทางทวิตเตอร์นะคะ ^^