sds

Chapter 1 : Part 2

เมื่อ 10 ปีก่อน ณ สวนดอกไม้โอรอยส์ ในเขตราชวังอาโพเลีย

ภายในเขตราชวังที่กว้างใหญ่มีสวนดอกไม้ทั้งหมดสี่แห่งที่องค์จักรพรรดิสร้างขึ้นเพื่อองค์จักรพรรดินีผู้ทรงโปรดปรานดอกไม้ยิ่งนัก ซึ่งหนึ่งในสวนดอกไม้ในเขตราชวังอาโพเลียคือสวนดอกไม้โอรอยส์หรือสวนดอกไม้แห่งความทรงจำที่เต็มไปด้วยกุหลาบหลากสีสัน บริเวณกลางสวนดอกไม้มีลานสนามหญ้าค่อนข้างกว้างขวาง มักจะเป็นสถานที่ที่จักรพรรดิและจักรพรรดินีมาดื่มชาด้วยกันเพื่อเฝ้ามองบุตรชายเพียงคนเดียวของพวกเขากับเด็กสาวคนหนึ่งที่มักจะมาเล่นอยู่ที่นี่เป็นประจำ

แต่เพราะกาลเวลานั้นไม่มีวันหยุดนิ่งอยู่กับที่ ด้วยหน้าที่การงานและปัญหาที่ต้องจัดการนั้นมีมากขึ้นทุกวัน การมาเยี่ยมเยือนที่นี่ขององค์จักรพรรดิและจักรพรรดินีจึงน้อยลง เหลือเพียงเด็กหญิงและเด็กชายที่เล่นด้วยกันสองคนพร้อมกับอัศวินองครักษ์ที่คอยดูแลและคุ้มกันอยู่ห่างๆ เท่านั้น

เด็กชายผู้มีผมครามดั่งฟากฟ้าในยามวิกาล นัยน์ตาสีเขียวมรกตเป็นประกาย ใบหน้าที่งดงามราวกับรูปปั้นแสนล้ำค่า เขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวขององค์จักรพรรดิ และเด็กหญิงผมหยักศกเป็นธรรมชาติสีน้ำตาลเข้มขลับดำ นัยน์ตาสีแดงราวกับโลหิตดูน่าสยดสยองตรงข้ามกับใบหน้าหวานของเธอที่มักจะมีรอยยิ้มแสนสดใสปรากฏอยู่เสมอ เธอคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของดัชเชสคามิเลีย ทั้งสองคนในขณะนี้กำลังวาดรูปด้วยกันที่ลานสนามหญ้าของสวนดอกไม้โอรอยส์

“พี่อิช” เสียงเล็ก ๆ ของเด็กสาวเรียกเด็กชายที่กำลังวาดรูปอยู่ตรงหน้าเธอ ก่อนที่จะเขยิบเข้าไปใกล้ๆ เพื่อดูสิ่งที่เขากำลังวาดลงบนกระดาษ แต่แล้วเด็กชายก็ปิดภาพของตัวเองและเขยิบห่างจากเธอทันที เดิมทีแล้วเด็กชายนั้นเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในการวาดรูป ทั้งผู้เป็นพ่อและแม่รวมถึงเด็กหญิงตัวเล็กตรงหน้าในตอนนี้ก็มักจะชื่นชมและรอคอยผลงานของเขาอยู่เสมอ แต่ดูเหมือนการที่จะได้ชื่นชมผลงานของเขาในครั้งนี้จะยากเป็นพิเศษ เด็กสาวเอียงคอถามพร้อมกับนัยน์ตากลมสีโลหิตเปี่ยมไปด้วยความสงสัย “กำลังวาดอะไรอยู่งั้นเหรอ?”

“ไม่ให้ดูหรอก” เด็กชายตอบพร้อมกับปิดกระดาษของตัวเองแน่นเกรงว่าเด็กหญิงตรงหน้าจะเห็นภาพวาดในมือของเขา

“ขอดูหน่อยสิ” เด็กสาวยังคงตามตื๊อไม่เลิก ส่วนเขานั้นก็รีบเขยิบห่างออกไปมากกว่าเดิม เห็นแบบนั้นเธอก็ยู่ริมฝีปากตัวเองเป็นเส้นโค้งคว่ำและเริ่มเรียกเขาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมทันที “พี่อิช”

อาชูร่า ต่างหาก อา-ชู-ร่า ดิ คิวรินุส ลาเบนซิส” จริงๆ แล้ว อิช นั้นไม่ใช่ชื่อของเขาแต่เป็นเพราะเด็กหญิงตรงหน้านั้นกลับเรียกเขาว่าอิชตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน คงเพราะชื่อที่จริงของเขานั้นมันยาวเกินไปสำหรับเธอในตอนนั้นที่เพิ่งมีอายุเพียงสามขวบเท่านั้นที่จะเรียกเขาว่า ท่านพี่อาชูร่า การออกเสียงและการพูดให้ชัดเจนจึงค่อนข้างยาก และดูเหมือนว่าตัวของเด็กหญิงในตอนนี้เองก็ติดที่เรียกเขาว่า อิช แทน อาชูร่า ไปเสียแล้วและไม่เรียกเขาว่า ท่านพี่ แต่กลับเรียกเขาด้วยคำว่า พี่ สั้นๆ แทน

“พี่อิช!” เด็กหญิงขึ้นเสียง ใบหน้าหวานของเธอก็นิ่วลงหวังให้เด็กชายที่อยู่ตรงหน้านั้นส่งภาพวาดของเขาให้เธอได้ชื่นชมเสียที แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เขารู้ว่าเธอต้องการที่จะให้เขาส่งภาพวาดให้เธอ เขาจึงรีบพับกระดาษในมือของเขาหลายต่อหลายทบก่อนที่จะยัดมันเข้าข้างในกระเป๋ากางเกงราวกับภาพวาดที่เขาเพิ่งวาดมาเมื่อครู่นั้นไร้ค่า เมื่อเห็นเช่นนั้นเด็กหญิงก็มีทีท่าหงอยเหงาราวกับลูกสุนัขที่ถูกทอดทิ้งทันที

“เฮ้อ อิชก็อิช” เด็กชายถอนหายใจออกมาไม่ได้สนใจสิ่งที่เธอกำลังร้องขอเลยสักนิดแต่กลับสนใจในชื่อที่เธอมักจะเรียกเขามากกว่าเสียอย่างนั้น เขายอมแพ้เธอจริงๆ ไม่ว่ากี่ครั้งก่อนหน้านี้เขาบอกให้เธอเรียกเขาด้วยชื่อจริงกี่รอบ เธอก็ยังคงเรียกเขาว่า อิช เหมือนเดิม เด็กชายถอดเสื้อสีกรมคลุมตัวนอกออกก่อนที่จะเขยิบเข้ามาใกล้เด็กหญิงที่กำลังหงอยเหงาอยู่ที่พื้นหญ้า “นี่สตาร์ อากาศมันเริ่มเย็นแล้ว...”

“เรียกดาร์ลิ่ง” เด็กหญิงยู่ปากแสดงสีบูดบึ้งออกมาพลางกอดอกแน่น

“...” เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามเด็กหญิงตรงหน้าต่อ “เจ้ารู้ไหมว่าความหมายมันแปลว่าอะไรน่ะ?” จริงอยู่ที่อาชูร่าเป็นเด็กชายที่มีอายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น แต่ความรู้และความสามารถของเขานั้นมันเกินอายุมากพอควรเพราะนิสัยรักการอ่านที่ได้มาจากองค์จักรพรรดินีเวลาส่วนมากที่ไม่ได้อยู่กับสตาร์ลิ่งเขาก็มักจะไปอยู่ที่ห้องหนังสือในวัง เขาสามารถอ่านหนังสือออกตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบเท่านั้นและในตอนนี้เขาก็สามารถพูดได้ถึงสามภาษาจึงทำให้บทเรียนที่เขาได้เรียนสูงกว่าเด็กที่อายุรุ่นเดียวกัน

“ไม่รู้ แต่เรียก ‘ดาร์ลิ่ง’ ดูน่ารักกว่า ‘สตาร์ลิ่ง’ เยอะเลย” ใบหน้าที่บูดบึ้งนั้นดูแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาสีโลหิตที่เปล่งประกายกลายเป็นพระจันทร์เสี้ยว

“ดาร์ลิ่งมันเอาไว้เรียกกับคนรักนะ” ทว่าอาชูร่าทำเสียงดุเล็กน้อยแต่กลับดูเป็นการสอนเด็กหญิงตรงหน้าเสียมากกว่า

“ก็ดาร์ลิ่งรักพี่อิชนี่นา” สตาร์ลิ่งเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอย่างเช่นทุกครั้ง ทำเอาคนตรงหน้ายืนแข็งทื่อเป็นหินไปชั่วครู่ ใบหน้าขาวเนียนนั้นก็เริ่มมีสีแดงระเรื่อขึ้นมาทันที ทว่าเมื่อเธอเห็นว่าคนตรงหน้านั้นนิ่งไปและไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบรับกลับมา ใบหน้าหวานนั้นก็แสดงสีหน้าเศร้าหมองออกมาพร้อมกับน้ำสีใสเอ่อล้นขอบตา “พะ พี่อิชไม่รักดาร์ลิ่งงั้นเหรอ? อึก”

“เอ่อ ไม่ใช่นะ คือว่าไม่ใช่อย่างนั้น...” อาชูร่าทำอะไรไม่ถูก ถึงนี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่สตาร์ลิ่งร้องไห้ต่อหน้าเขาแต่ครั้งนี้มันทำให้เขาไม่รู้ว่าจะต้องปลอบเธอยังไงดี ครั้งก่อนๆ ที่เธอร้องไห้ก็มักจะเกิดจากการวิ่งซนของตัวเอง และเขาที่แย่งมิลเฟยหรือขนมหวานที่เธอโปรดปรานมากที่สุดกินเท่านั้น แต่ครั้งนี้มันกลับต่างออกไปและรู้สึกว่าจะปลอบแบบเดิมๆ ไม่ได้

“อึก...”

“รักๆ ขะ ข้ารักเจ้า” ถึงแม้จะไม่อยากใช้วิธีนี้สักเท่าไหร่แต่ก็ได้ใช้มันไปแล้ว ใบหน้าของเด็กชายมีสีแดงระเรื่อเล็กน้อยหลบสายตาของเด็กหญิงตรงหน้าที่กำลังร้องไห้แต่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนมายิ้มแป้นใส่เขาทันทีพร้อมกับพุ่งเข้ากอด “รีบสวมนี่ก่อน เดี๋ยวไม่สบายเอา” อาชูร่าเปลี่ยนเรื่องก่อนจะรีบเอาเสื้อคลุมของเขาคลุมร่างของเด็กหญิงทันทีเพราะอากาศในตอนนี้ก็เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ เขาต้องรีบพาสตาร์ลิ่งกลับวังก่อน ขืนอยู่ตรงนี้ไปนานๆ มีหวังได้ไม่สบายกันทั้งคู่แน่

“จริงเหรอ?” ใบหน้าเล็กแหงนมองคนตรงหน้า

“อื้ม หยุดร้องก่อน เดี๋ยวท่านพ่อมาเห็นเดี๋ยวหาว่าข้ารังแกเจ้านะ” เขาเช็ดคราบน้ำตาของเด็กหญิงด้วยมือของเขาก่อนที่จะเลื่อนมือไปจับมือของเธอเพื่อที่จะพาเธอกลับวัง แต่ทว่าสัมผัสอุ่นๆ ก็เกิดขึ้นที่แก้มของเขา และเขาก็รู้ได้ทันทีเลยว่ามันคืออะไร เพราะมันคือสิ่งที่ท่านแม่ของเขามักจะทำกับเขาบ่อยๆ อาชูร่าใช้มืออีกข้างแนบใบหน้าตัวเองทันที “สตาร์...ดาร์ลิ่ง!”

“หืม?”

“เจ้าห้ามไปทำแบบนี้กับคนอื่น ได้เฉพาะดัชเชสคามิเลียเท่านั้นเข้าใจไหม?”

“แต่ท่านแม่บอกว่าทำเช่นนี้ มันเป็นการแสดงความรักนะ” สตาร์ลิ่งตอบกลับทันที เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เธอทำนั้นมันเอาไว้ใช้กับครอบครัวและคนรัก สตาร์ลิ่งถามต่อทันที “ทำกับพี่อิชก็ไม่ได้เหรอ?”

“ไม่ได้!”

“แต่ดาร์ลิ่งรักพี่อิชนี่นา”

“พะ พอแล้ว ข้าจะไปอ่านหนังสือแล้ว” อาชูร่าปล่อยมือเด็กหญิงทันทีและเดินไปก่อนทันที ทั้งๆ ที่อากาศในตอนนี้กำลังเริ่มเย็นลงแต่ใบหน้าของเขากลับมีสีแดงระเรื่อราวกับว่าอากาศในตอนนี้กำลังอยู่ในฤดูร้อนอย่างไรอย่างนั้น

“รอด้วยสิ” เด็กหญิงเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งตามมาทันทีพร้อมกับจับมือเด็กชายเอาไว้อย่างเคย ปกติแล้วเวลาที่ทั้งสองคนจะไปไหนมาไหนด้วยกันอิชก็มักจะจับมือเธอเอาไว้ตลอดเนื่องจากสตาร์ลิ่งที่มักเดินออกนอกเส้นทางเสมอทำให้ไม่ไปถึงจุดหมายสักที

ใช้เวลาไม่นานก็เข้ามาถึงวังอาโพเลียพวกเขาสองคนก็ตรงเข้าไปที่ห้องหนังสือในวังทันที อาชูร่าหยิบกระดาษวาดรูปของเขาออกจากกระเป๋ากางเกงและวางมันไว้บนโต๊ะ ก่อนจะตรงไปที่ชั้นหนังสือเพื่อหาอะไรอ่าน ทุกครั้งที่อิชเข้ามาในห้องหนังสือ จิตใจก็มักจะจดจ่อว่าควรอ่านอะไรดีและดันลืมสนิทไปว่ามีเด็กหญิงที่กำลังอยากรู้อยากเห็นเดินตามเขามาอยู่ เธอหยิบกระดาษแผ่นนั้นคลี่มันออกมา มันเป็นรูปหญิงสาวคนหนึ่งที่มีใบหน้าสะสวยราวกับนางฟ้าสวมชุดเดรสยาวสีขาว ในมือของเธอถือดอกกุหลาบช่อใหญ่ เธอเคยเห็นรูปเสมือนของจักรพรรดินีสวมชุดคล้ายๆ เช่นนี้อยู่กับองค์จักรพรรดิ ทว่าหญิงสาวในที่เขาวาดนั้นกลับไม่มีเค้าโครงที่เหมือนจักรพรรดินีเลยสักนิด “หืม? ผู้หญิงสวมชุดแต่งงานงั้นเหรอ?”

“บอกแล้วไงว่าไม่ให้ดูน่ะ” เมื่อได้ยินเสียงของเด็กหญิงเขาก็รีบหันมาทันที ก็พบว่าเธอกำลังดูรูปที่เขาวาดอยู่ เขารีบเดินกลับไปเพื่อที่จะแย่งมันมาแต่กลับได้คืนมาง่ายกว่าที่คิด สตาร์ลิ่งยื่นให้เขาพร้อมรอยยิ้ม “รีบไปทำการบ้านของเจ้าให้เสร็จเลยนะ”

“พี่อิชวาดข้างั้นเหรอ? สวมชุดแต่งงานด้วยสินะ สวยมากๆ เลยล่ะ!” สตาร์ลิ่งถามออกไป ทำเอาเจ้าตัวถึงกับชะงักไป เพราะเธอรู้ว่าหญิงสาวที่อยู่ในภาพนั้นคือเธอเนื่องจากดอกไม้ที่ปักอยู่ที่ผมของเธอในตอนนี้และในรูปวาดนั้นมีลักษณะที่เหมือนกันแถมผมที่หยักศกที่ยาวถึงกลางหลังนั้นอีก

“…” เพราะโดนรู้เข้าอย่างหาข้อแก้ตัวไม่ได้ทำเอาเขาอยากจะวิ่งกลับห้องตัวเองไปเสียตอนนี้

“แล้วทำไมถึงไม่วาดผู้ชายด้วยล่ะ?”

“ก็...ข้าไม่รู้ว่าในอนาคตเจ้าจะแต่งงานกับใครนี่”

“พี่อิชไงล่ะ!”

 

 

เสียงฝีเท้าคนเดินมากมายกำลังเดินอยู่ด้านล่างของอาคารนั้นทำให้ฉันหลุดจากภวังค์แห่งความทรงจำในอดีตก่อนที่จะมองลงไปตามเสียงนั้น คนเหล่านั้นคือเหล่าอัศวินของราชวังนั่นเองแต่ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่แถมยังมาเยอะขนาดนี้ล่ะเนี่ยแถมอัศวินชุดนี้ไม่ค่อยคุ้นหน้าด้วยสิ

“ทำไมด้านล่างถึงมีอัศวินเยอะขนาดนี้ล่ะ?” ด้วยความสงสัยของฉันถึงกับเอ่ยปากถามคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ทันทีก่อนที่จะหยิบส้อมบนจานเพื่อที่จะตักกินขนมหวานที่อยู่ในมือ ทว่ามันกลับหมดเกลี้ยงไปเพราะคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เสียแล้ว

“มาเยอะขนาดนี้ก็คงมาคุ้มกันตามปกตินั่นแหละ ที่นี่มีแต่เหล่าขุนนางนี่นา” ริออนตอบ สายตามองลงไปข้างล่าง ริออนมาวังแทบทุกวันเขามักจะพบกับเหล่าอัศวินบ่อยไม่ต่างกันกับฉัน คงเป็นเพราะเห็นอัศวินชุดนี้ไม่คุ้นหน้าเขาจึงเอ่ยต่อ “ได้ยินมาว่าช่วงนี้ทางราชวังรับสมัครเหล่าอัศวินองครักษ์ด้วยนี่ คงจะเป็นเพราะช่วงนี้อัศวินส่วนใหญ่ถูกส่งไปเขตบลูคลินน่ะสิเนื่องจากชาวริโอเนียลักลอบเข้ามาเป็นจำนวนมาก คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะส่งอัศวินที่มีฝีมืออย่างอัศวินองครักษ์ไปแน่จึงได้เปิดรับอัศวินองครักษ์เข้ามาฝึกเพื่อเตรียมการไว้ล่วงหน้าไงล่ะ” รับอัศวินองครักษ์งั้นเหรอ? ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าการรับอัศวินองครักษ์กว่าจะเข้ามาประจำการในวังได้จริง ๆ ต้องใช้เวลาฝึกถึงสองปีในฐานะอัศวินฝึกหัด แถมยังมีการทดสอบประเมินต่าง ๆ ที่ค่อนข้างหนักจึงจะผ่านไปยังการทดสอบประเมินอัศวินครั้งสุดท้ายเพื่อคัดเลือกอัศวินองครักษ์อีก และไม่ใช่ว่าทุกคนจะผ่านการทดสอบนั้นได้ง่ายๆ ด้วยสิ

“ชายผมสีเงินผู้นั้น...” สายตาของฉันที่มองดูเหล่าอัศวินแต่ก็ต้องสะดุดเข้ากับอัศวินผู้หนึ่งกำลังมองมาที่พวกเราราวกับกำลังจะสื่ออะไรบางอย่าง ผมสีเงินเป็นประกายเมื่อสะท้อนกับแสงของพระจันทร์ในค่ำคืนมันช่างงดงาม ใบหน้าคมเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก นัยน์ตาสีแดงดั่งโลหิตแต่นัยน์ตาข้างซ้ายของเขากลับเป็นสีอำพันและบนใบหน้าข้างซ้ายนั้นกลับปิดด้วยหน้ากากสีดำ

...ทำไมฉันรู้สึกคุ้นกับอัศวินคนนี้ รู้สึกราวกับว่าเราเคยพบกันที่ไหนสักที่

…ผู้ชายในความฝัน? ...

เพียงเสี้ยววินาทีอยู่ๆ ภาพชายในความฝันก็ซ้อนทับขึ้นมาราวกับว่าทั้งสองคือคนเดียวกันเสียอย่างนั้น แม้ยังคงเป็นภาพนั้นจะไม่ชัดเจนแต่ไม่มีทางเป็นไปได้ที่ทั้งสองจะเป็นคนเดียวกันแน่ ถึงฉันจะจำใบหน้าของคนคนนั้นไม่ได้แต่ก็พอจะได้ลางๆ ว่าชายในความฝันนั้นมีเรือนผมสีคราม ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น

“หืม? คนนั้นเหมือนจะชื่อ ไอนส์ ลูซิเฟอร์ น่ะ ได้ยินว่าเขาเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดและยังเป็นคนที่มีฝีมือมากที่สุดในอัศวินกลุ่มนี้ การประเมินที่ผ่านมาสองครั้งเขาอยู่ลำดับที่ 1 ตลอดเลยล่ะ จึงเป็นที่จับตาของใครหลายคน” ริออนเล่า

ไอนส์ ลูซิเฟอร์...ความรู้สึกที่คุ้นเคยราวกับเคยพบกันมาก่อนเช่นนี้มันคืออะไรกันแน่? พอพยายามนึกในหัวกลับนึกไม่ออกเลยสักนิด แต่ทำไมจู่ๆ กลับอยากรู้จักเขาขึ้นมากันนะ?

“เจ้านี่รู้เรื่องเยอะชะมัดเลยนะ” ฉันแซวคนตรงหน้า สมกับที่เป็นริออนแล้วล่ะ ไม่ว่าเรื่องเรียนหรือเรื่องอะไรเขาก็รู้ไปเสียทุกเรื่อง แตกต่างกับฉันราวฟ้ากับเหวเลยล่ะ บ่อยครั้งที่ฉันต้องขอร้องให้ริออนมานั่งอธิบายบทเรียนที่ไม่เข้าใจให้ฟังหลังจบคาบ

“แน่นอนล่ะ ต่อให้เป็นเรื่องอะไรก็ไม่มีหรอกที่ริออนผู้งดงามผู้นี้จะไม่รู้” ริออนว่าพร้อมกับยักคิ้วขึ้นข้างหนึ่งขึ้นราวกับได้รับชัยชนะ แต่ถึงอย่างนั้นในบางครั้งฉันก็แอบรู้สึกหมั่นไส้ในความไม่เคยถ่อมตัวของเขาต่อหน้าฉันจริงๆ แต่ก็เถียงอะไรออกมาไม่ได้อยู่ดีเพราะมันคือความจริง “ว่าแต่เจ้าเนี่ย วันเกิดตัวเองแท้ ๆ แต่ไม่เข้าไปในงานจะดีเหรอ?”

“ไม่รู้สิ...” เพราะฉันเองที่ไม่ชอบความวุ่นวายสักเท่าไหร่และภายในงานจะต้องมีผู้คนเข้ามาชวนเต้นรำแน่ซึ่งฉันเองก็ไม่ถนัดเรื่องนี้ซะด้วยสิ

“เช่นนั้นเป็นเกียรติเต้นรำกับข้าสักเพลงไหม?” ริออนเอ่ยพร้อมกับผายมือมาที่ฉันเป็นการเชื้อเชิญ แต่ถ้าเต้นรำกับริออนก็คงจะไม่เป็นไรหรอกมั้ง

“เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ท่านดยุกริออน” ฉันตอบรับพร้อมกับวางมือลงบนฝ่ามือของเขาก่อนที่การเคลื่อนไหวของร่างกายจะค่อยๆ ขยับไปตามดนตรีที่กำลังบรรเลง ถึงจะเป็นการเต้นรำที่ค่อนข้างแปลกไปบ้างแต่การที่เต้นรำอยู่ที่ระเบียงแบบนี้ก็รู้สึกสบายใจมากกว่าจะต้องเข้าไปข้างในเพราะไม่ได้เป็นจุดสนใจของผู้คนภายในนั้น

“เรียกริออนดีกว่านะ เจ้าเรียกแบบนี้ทีไรรู้สึกขนลุก” ริออนว่าพร้อมกับแสดงสีหน้าขนลุกทันที

“งั้นหรือเพคะ ขออภัยที่หม่อมฉันเสียมารยาท ท่านดยุกริออน วินด์แฮม” เมื่อเห็นแบบนั้นมีเหรอที่สตาร์ลิ่งคนนี้จะเรียกริออนเหมือนเดิมน่ะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมริออนถึงไม่ชอบถูกเรียกด้วยชื่อเต็มเช่นนั้น คงจะเป็นเพราะมันดูทางการเกินไปจึงไม่ค่อยชินและรู้สึกเขินขึ้นมาละมั้ง ริออนแสดงสีหน้าบึ้งตึงทันที

“สองคนนั้นช่างเหมาะกันเสียจริง” ดูเหมือนว่าเราสองคนจะกลายเป็นจุดสนใจเล็กๆ ของคนกลุ่มเล็กกลุ่มหนึ่งซะแล้ว หนึ่งในดัชเชสสองคนเอ่ยขึ้น พวกเธอยืนอยู่บริเวณประตูระเบียงกำลังมองมาที่ฉันและริออนที่กำลังเคลื่อนไหวไปตามจังหวะของดนตรี เมื่อได้ยินเช่นนั้นความรู้สึกอึดอัดก็ค่อยๆ เกิดขึ้นภายในใจทันที

อันที่จริงก็มีหลายเสียงก่อนหน้านี้ที่บอกว่าฉันกับริออนนั้นเหมาะสมกัน ฉันเองก็ไม่รู้ว่าริออนคิดยังไงแต่สำหรับฉันมันคงเป็นไปไม่ได้แน่ ฉันกับริออนเองก็เป็นเพื่อนกันมาตลอด ถ้าหากวันหนึ่งจู่ๆ องค์จักรพรรดิได้มีราชโองการให้ฉันได้หมั้นหมายกับริออนล่ะก็ ฉันเองก็นึกไม่ออกเลยล่ะว่าควรจะทำอย่างไร

“ก็เป็นเพื่อนกันมานานนี่นา” ดัชเชสอีกคนเอ่ยขึ้น

“ข้าว่าอีกไม่กี่ปีคงจะมีการหมั้นหมายกันแน่” ดัชเชสคนแรกที่เปิดประเด็นเอ่ยทว่ายิ่งเธอเอ่ยความอึดอัดในใจฉันมันก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น ริออนคงจับความผิดปกติของฉันที่ดูเงียบไปได้จึงหันไปมองพวกเธอสองคนพร้อมกับส่งยิ้มให้เล็กน้อยก่อนที่เธอจะเอ่ยต่อ “ข้าว่าเราอย่าไปกวนเวลาของพวกเขาสองคนดีกว่านะ ไปกันเถอะ”

“ไม่ต้องไปสนที่พวกหล่อนพูดหรอกน่า”

“ข้าไม่ได้สนอยู่แล้ว”

“งั้นเหรอ ดีแล้ว” ริออนว่าก่อนที่ดนตรีที่บรรเลงจะจบลงพร้อมกับการเคลื่อนไหวของเราสองคนหยุดนิ่งและผละตัวห่างออกจากกัน ทว่าอยู่ๆ ก็เกิดความเจ็บเล็กๆ ที่กลางหน้าผากและพบว่าคนที่อยู่ตรงหน้านั้นใช้ปลายนิ้วดีดเข้าที่หน้าผากของฉันเต็มๆ ก่อนจะเอ่ย “เจ้าเหยียบเท้าข้าสามรอบ” ฉันว่าแล้วไม่มีทางหรอกที่ริออนจะไม่เอาคืนเพราะเขาน่ะเจ้าคิดเจ้าแค้นกว่าที่คิดไว้เยอะเลยล่ะ

“ก็ข้าเต้นรำไม่เก่งนี่ โทษทีนะ” ฉันนิ่วหน้าพลางใช้มือปิดหน้าผากของตัวเองไว้

“เท้าบวมข้าแน่เลยงานนี้” ริออนว่าพร้อมแสร้งแสดงสีหน้าเจ็บปวดราวกับสิ่งที่ฉันทำนั้นมันเป็นการทำร้ายเขาอย่างหนักจนจะอยากร้องไห้ออกมาเสียตอนนี้

“ก็บอกว่าขอโทษอยู่นี่ไงเล่า!”

 

ในขณะที่สตาร์ลิ่งและริออนที่กำลังทะเลาะกันกับเรื่องไร้สาระที่มีเป็นประจำอยู่นั้น มีสายตาหนึ่งที่กำลังจ้องมองพวกเขาจากด้านล่างของอาคาร นัยน์ตาคู่งามที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเขากำลังรู้สึกหรือคิดอะไรอยู่ ริมฝีปากหยักได้รูปของเขาขยับเล็กน้อยพร้อมกับน้ำเสียงทุ้มที่เอ่ยออกมานั้นกลับเบาเกินกว่าที่จะส่งไปถึง...

“สุขสันต์วันเกิด ดาร์ลิ่ง”