sds

Chapter 3: Part 2

คนเรามันก็มีพลาดกันได้...เป็นเรื่องธรรมดา” 

“แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ทำได้ดีมากๆ ไม่ใช่ว่า...ควรไปเป็นอัศวินองครักษ์ของฝ่าบาทหรอกหรือเพคะ?” 

“ไม่หรอก อัศวินที่มาเป็นองครักษ์ข้าในตอนนี้มีผลการประเมินที่สูงกว่าเขายังไงล่ะ"

“...เข้าใจแล้วเพคะ” ฉันเอ่ยออกไป เพราะองค์จักรพรรดิต้องออกไปทรงงานนอกสถานที่บ่อยครั้ง อัศวินองครักษ์ที่ไปด้วยจึงต้องมั่นใจว่ามีฝีมือดี จำเป็นที่จะต้องคัดเอาจากการประเมินโดยรวม ถึงอย่างนั้นการที่ฉันได้ไอนส์มาเป็นอัศวินองครักษ์ก็ถือเป็นเรื่องน่าดีใจมากเลยทีเดียว

“สตาร์ลิ่ง ตลอดสิบสี่ปีมานี้...” องค์จักรพรรดิเอ่ยถามขึ้นก่อนที่จะหยุดชะงักไปราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างในหัว นัยน์ตาสีมรกตยังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนที่จะเอ่ยคำถามที่ฉันถึงกับชะงักไปชั่วขณะ “...เจ้าได้ยินข่าวเกี่ยวกับอาชูร่าบ้างไหม?” 

“มะ...ไม่เลยเพคะ” ฉันตอบก่อนจะกัดริมฝีปากตัวเองแน่น องค์จักรพรรดิเองก็คงจะทรงคิดถึงบุตรชายเพียงคนเดียวของเขาเช่นกันสินะ พระองค์พึมพำกับตัวเองว่า ‘ไปอยู่ที่ไหนกันแน่นะ?’ พร้อมกับแววตาที่ฉายให้เห็นถึงความเศร้าจากเบื้องลึกในใจเพียงเสี้ยววินาที ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาฉันนึกว่าพระองค์ทรงล้มเลิกความคิดตามหาแล้ว แต่มันกลับไม่ใช่อย่างนั้นเลย พระองค์ตามหาพี่อิชมาโดยตลอด เพียงเพราะไม่อยากให้กลายเป็นข่าวใหญ่จึงต้องออกตามหาเงียบๆ เมื่อเห็นว่าบรรยากาศภายในห้องถูกความเงียบครอบงำและค่อยๆ นำไปสู่ความเศร้า ฉันจึงเอ่ยถามเรื่องที่ยังค้างคาใจอีกเรื่องทันที “...ช่วงนี้ท่านแม่ทรงงานหนักเหรอเพคะ?” 

“…” เขาชะงักและเงียบไป แววตาที่ฉายให้เห็นความเศร้านั้นกลับเปลี่ยนเป็นสายตาที่เรียบนิ่งและเย็นชาอย่างทุกครั้ง “ใช่แล้วล่ะ คามิเลียมีราชกิจต้องไปที่เขตโอซิเนีย” 

“เขตโอซิเนีย? ท่านแม่ไม่ได้บอกอะไรหม่อมฉันเลย” เขตโอซิเนียถือเป็นเขตต้องห้ามของอาโพโลเนีย แม้เขตนั้นจะมีดินแดนที่ติดทะเลและอุดมสมบูรณ์ แต่กลับมีกฎออกมาว่าเขตนั้นเป็นเขตต้องห้ามตั้งแต่สมัยองค์จักรพรรดิอาโพโลเนียที่สอง ส่วนสาเหตุนั้นไม่มีใครทราบได้ ซึ่งมีเพียงผู้ที่เป็นองค์จักรพรรดิเท่านั้นที่รู้ การที่ท่านแม่ไปยังเขตโอซิเนียนั่นคงเป็นรับสั่งขององค์จักรพรรดิรึเปล่านะ? 

“ไหน ๆ ก็มาแล้ว มาทานมื้อเย็นด้วยกันเถอะ” จู่ๆ องค์จักรพรรดิก็เปลี่ยนเรื่องพร้อมกับลุกขึ้นและเดินตรงไปยังประตู ฉันตอบตกลงและเดินตามเขาออกไปยังห้องอาหารที่อยู่ไม่ห่างจากที่นี่นัก นานมากแล้วที่ฉันกับองค์จักรพรรดิไม่ได้ร่วมทานอาหารด้วยกัน เนื่องจากงานที่ค่อนข้างมาก ฉันมักจะติดเรียนและต้องนั่งทำการบ้านอยู่ในห้องหนังสือกับริออน พอถึงเวลาอาหาร ลูซี่ก็มักจะเป็นคนนำมาให้ ส่วนท่านแม่นั้นฉันไม่ค่อยได้พบท่านเลยตลอดหลายปีมานี้ 

บนโต๊ะอาหารที่ไม่ค่อยได้พูดคุยอะไรมากนัก บทสนทนามีเพียงคำถามเกี่ยวกับชีวิตประจำวันและหลังจากนั้นความเงียบก็กัดกินบรรยากาศทั้งหมด อาหารมากมายที่ถูกจัดอยู่บนโต๊ะล้วนเป็นอาหารที่ฉันและองค์จักรพรรดิโปรดปราน ทว่าพระองค์กลับเสวยน้อยกว่าปกติ สายตาของพระองค์มักจะเหม่อลอยราวกับตกอยู่ในภวังค์ความคิด ฉันไม่เคยเห็นพระองค์เป็นแบบนี้มาก่อนจึงอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ ทั้งที่ปกติแล้วถึงแม้จะเย็นชาแต่ก็ไม่เคยเสวยน้อยเช่นนี้ ทว่าฉันยังไม่ทันที่จะเอ่ยปากถามองค์จักรพรรดิก็ขอตัวก่อนเสียแล้ว 

หลังจากทานมื้อค่ำเป็นที่เรียบร้อย ฉันก็กลับมาที่ห้องของตัวเอง แมนเวลหรืออัศวินองครักษ์ของฉันอีกคนทำความเคารพก่อนที่จะเปิดประตูให้ เมื่อเข้ามาในห้อง ฉันทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวันทันที จริงสิ อัศวินองครักษ์จะแบ่งงานกันเป็นช่วงเช้าและช่วงกลางคืนนี่นา ตอนนี้ก็เป็นเวลาสองทุ่มนิดๆ อีกไม่นานไอนส์ก็คงจะมาแล้วสินะ ถ้าเขาปฏิบัติหน้าที่ในช่วงกลางวันก็คงจะดี คงจะได้คุยกันมากกว่านี้แน่...

 

ชายหนุ่มผมสีคราม นัยน์ตาสีมรกตที่มาพร้อมกับสัญลักษณ์นาฬิกาทรายสีอำพันเป็นประกายบริเวณใบหน้าด้านซ้าย ทำให้เธอรู้ดีว่าเขาคือใคร ร่างของชายหนุ่มค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาหาเธอด้วยความใจเย็น หญิงสาวที่กำลังแอบมองเหตุการณ์โหดร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ นัยน์ตากลมโตสีโลหิตหวั่นผวา ร่างเล็กของเธอสั่นเทาด้วยความกลัว ขาไร้เรี่ยวแรงจะก้าวหนี ดาบสีฟ้าอ่อนราวกับผลึกน้ำแข็งในมือค่อยๆ ยกขึ้น ริมฝีปากหยักเหยียดยิ้มก่อนที่จะเอ่ย “ลาก่อน ดาร์ลิ่ง” สิ้นประโยค ปลายดาบก็ได้แทงทะลุอกข้างซ้ายของเธออย่างไร้ปรานี...

 

“ยะ...อย่านะ! พี่อิช!” ฝัน...ฝันอีกแล้วสินะ...

ฉันกุมอกข้างซ้ายของตัวเองไว้แน่นพลางผ่อนคลายลมหายใจของตัวเองให้อยู่ในระดับปกติ นี่ฉันเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ทุกครั้งที่ฉันสะดุ้งตื่นจากฝัน มันก็จะเช้าแล้ว แต่ดูเหมือนว่าคืนนี้จะต่างออกไป ท้องฟ้านอกหน้าต่างยังคงเป็นสีคราม เมื่อมองไปที่นาฬิกาภายในห้องบ่งบอกเวลาในตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนพอดี ชักจะรู้สึกคอแห้งขึ้นมานิดหน่อยด้วยสิ ลูซี่ไม่ได้เอาน้ำเข้ามาไว้ในห้องเสียด้วย คงจะมัวแต่ไปส่องหนุ่มๆ ที่กรมอัศวินจนลืมแน่ๆ แต่ฉันก็ไม่ได้โกรธอะไรเธอหรอก คนเราก็มีลืมกันได้ ว่าแล้วฉันก็เดินไปเปิดประตูห้องทันที 

“...องค์หญิง” ทันทีที่เปิดประตูห้อง เสียงทุ้มแฝงด้วยความนุ่มนวลของใครบางคนก็เอ่ยขึ้นทันที เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่สูงกว่าก็พบกับอัศวินองครักษ์ที่ทุกคนต่างจับตามองเขา ไอนส์ ลูซิเฟอร์ และคงเป็นเพราะความงัวเงียจากการเพิ่งตื่นนั้นทำให้ฉันลืมสนิทไปเลยว่ามีอัศวินองครักษ์เฝ้าอยู่ที่หน้าประตู รูปร่างสูงโปร่งของเขาในชุดสีดำและไหล่ขวาถูกพาดไว้ด้วยผ้าคลุมสีน้ำเงินเข้มช่างดูสง่างาม บริเวณผ้าคลุมที่ยึดติดกับชุดสีดำของเขามีเข็มกลัดดอกเยอบีร่าสีแดงที่บ่งบอกถึงเป็นองครักษ์ประจำตัวฉัน ดาบที่ถูกสวมด้วยปลอกสีดำแนบอยู่ที่เอว ชุดอัศวินที่เขาสวมแต่ละชุดช่างเข้ากับเขามากจริงๆ ดูเหมือนว่าฉันจะจ้องเขานานเกินไป คนตรงหน้าจึงเอ่ยขึ้นพร้อมทำความเคารพ “ไม่ทราบว่ามีอะไรให้กระหม่อมรับใช้หรือพะยะค่ะ” นัยน์ตาสีแดงและสีอำพันของเขายิ่งเห็นในระยะที่ใกล้ขนาดนี้มันช่างดูงดงาม ขนตางอนยาว จมูกที่โด่งเป็นสันรับกับใบหน้าคม งดงามราวกับรูปปั้นอย่างที่สาวใช้หลายๆ คนพูดไม่มีผิด ฉันหลบสายตาคนตรงหน้าที่มองมาที่ฉัน ใบหน้าของฉันเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อยแถมภายในอกข้างซ้ายของฉันก็เริ่มเต้นแรงมากขึ้น จึงก้าวถอยหลังห่างจากเขาอีกหนึ่งก้าวเพราะเกรงว่าเขาจะได้ยินเสียงนั่น 

“ขะ ข้าแค่อยากดื่มน้ำสักแก้วน่ะ” 

“ทราบแล้วพะยะค่ะ กระหม่อมจะรีบนำมาให้” เขาเอ่ยพร้อมทำความเคารพอีกครั้งก่อนจะเดินจากไป

ฉันไม่คิดมาก่อนเลยว่าไอนส์จะมาเป็นองครักษ์ของฉัน ก่อนหน้านี้เพียงคิดว่าแค่รู้เรื่องของเขาเล็กน้อยก็พอแล้ว ทว่าพอยิ่งใกล้ชิดมากขึ้นอย่างเช่นเมื่อครู่กลับกลายเป็นว่าฉันอยากรู้จักเขามากกว่านี้ อยากรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา เขาเดินออกไปได้ครู่หนึ่งแล้ว ฉันจึงกลับเข้ามารอในห้อง ภายในอกข้างซ้ายของฉันนั้นยังคงเต้นรัว ภายในหัวมีแต่ภาพใบหน้าของเขาวนไปมาอยู่แบบนั้นราวกับต้องมนตร์สะกด 

ไม่นานเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นบ่งบอกถึงการกลับมาของเขา ฉันตอบรับ ก่อนที่ประตูบานใหญ่จะถูกเปิดออก เขากลับมาพร้อมกับเหยือกน้ำและแก้วหนึ่งใบบนถาดสีเงิน ร่างสูงโปร่งก้าวเท้าเข้ามาในห้องและวางมันไว้บนโต๊ะตัวเตี้ยหน้าโซฟาก่อนที่จะทำความเคารพฉันที่นั่งอยู่ปลายเตียงอีกครั้งและเดินออกจากห้องไป

“เดี๋ยวก่อน...” ฉันเอ่ยออกไปเมื่อเห็นเขากำลังจะก้าวเท้าออกนอกประตู ร่างของเขาหยุดก่อนจะเดินกลับมาตรงหน้าฉันพร้อมกับคุกเข่าข้างหนึ่งลงรอฟังคำสั่ง “เจ้ามีนามว่า ไอนส์ ลูซิเฟอร์ สินะ” ให้ตายสิ สตาร์ลิ่ง! ทั้งที่รู้ชื่อของเขาอยู่แล้วยังจะพูดแบบนั้นออกไปอีก ทำเอารู้สึกอยากจะมุดขึ้นเตียงเสียตอนนี้เพราะภายในหัวของฉันมันรวนไปหมด ไม่รู้ว่าควรเริ่มคุยจากตรงจุดไหนดี 

“พะยะค่ะ องค์หญิง” เขาเอ่ยเสียงเรียบ แต่นัยน์ตาคู่งามของเขากลับมองมาที่มือของฉัน บริเวณนิ้วที่ยังคงมีผ้าพันแผลพันเอาไว้อยู่ มือหนาที่สวมถุงมือสีขาวเอื้อมมาจับมือของฉัน “แผลที่มือ...” คิ้วหนาได้รูปขมวดเป็นปมเล็กๆ สายตาของเขาฉายแววเป็นห่วง ทว่ามันช่างเหมือนกับแววตาของพี่อิชมาก แววตาที่ฉายความเป็นห่วงฉันอยู่ตลอด

“ไม่เป็นไรหรอก แผลแค่นิดเดียวเอง” ฉันยิ้ม ถึงจะบอกว่าไม่เป็นไรก็เถอะ แต่ตอนอยู่ต่อหน้าเขา ฉันต้องกลั้นน้ำตาจนกระทั่งจบพิธีเลยนะ 

“ถึงแผลเล็กน้อย แต่ก็ต้องทายานะพะยะค่ะ” นัยน์ตาของเราประสานกัน ความเป็นห่วงยังคงอยู่ในแววตาของคนตรงหน้าพร้อมกับน้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นดุเล็กน้อย ทำเอาฉันอดคิดถึงบุคคลที่มีใบหน้าคล้ายกับคนตรงหน้าในตอนนี้อีกคนไม่ได้ ถึงตอนนั้นจะเป็นเด็ก แต่เขาก็ดูแลฉันเป็นอย่างดี เวลาที่หกล้มพี่อิชก็มักจะเป็นคนทำแผลให้ตลอด ดุทุกครั้งที่ฉันซน ยิ่งการพูดด้วยน้ำเสียงที่ดุเช่นเมื่อครู่นี้มันคล้ายกันมาก

“ระ เรียบร้อยแล้วล่ะ” 

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว อย่าลืมทำความสะอาดแผลด้วยนะพะยะค่ะ” เขากล่าว ปลายนิ้วเรียวสัมผัสบริเวณผ้าพันแผลบนนิ้วฉัน ถึงภายนอกจะดูเย็นชาแต่พอเห็นแบบนี้เขากลับดูเป็นคนอ่อนโยนจังเลยนะ คงเป็นห่วงตั้งแต่ตอนอยู่ในพิธีแล้วสินะ “ทีหลังตอนกลัดเข็มกลัดต้องระวังด้วยนะพะยะค่ะ” 

“ขะ เข้าใจแล้วน่า” ฉันเลี่ยงสายตาไปทางอื่น ใบหน้าของฉันเริ่มรู้สึกร้อนขึ้นมาทุกที ทั้งที่สภาพอากาศในตอนนี้ค่อนข้างหนาวเย็นแท้ๆ 

“ขออภัยที่ล่วงเกินองค์หญิง” ราวกับว่าเขาเพิ่งรู้สึกตัวกับสิ่งที่ตัวเองเอ่ยออกไป เขารีบปล่อยมือฉันทันทีก่อนที่จะก้มหัวลง ทั้งใบหน้าและแววตาของเขาเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งอย่างเช่นทุกครั้ง “เช่นนั้นกระหม่อมขอตัว” 

“ช่วยอยู่เป็นเพื่อนข้าสักครู่ได้ไหม?” เมื่อเขามีท่าทีจะลุกขึ้น ฉันก็จับไหล่กว้างเอาไว้ทันที ฉันอยากชวนเขาคุยตั้งแต่แรก แต่กลับโดนดุก่อนแถมยังจะไปแล้วอีก ตั้งแต่เข้าวังมานอกจากลูซี่กับริออนก็มีเขานี่แหละที่ดุฉัน ฉันเอ่ยต่อพร้อมรอยยิ้ม “ตื่นกลางดึกแบบนี้นอนต่อไม่หลับแล้วสิ” 

“เช่นนั้นกระหม่อมจะอยู่ตรงนี้จนกว่าองค์หญิงจะบรรทมพะยะค่ะ” เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันอยากจะสื่อหรือยังไงกันเนี่ย? นอนต่อไม่หลับแล้วมันหมายถึงว่า ‘ข้าอยากคุยกับเจ้านะ เจ้าช่วยอยู่เป็นเพื่อนคุยกับข้าหน่อยสิ’ นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการจะสื่อ แต่ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าจะไม่เข้าใจแบบนั้น

“ไอนส์” ฉันเรียกเขา คนตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมา ในเมื่อเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันจะสื่อ ฉันคงต้องถามออกไปตรงๆ “เจ้าช่วยเล่าเรื่องของเจ้าให้ฟังหน่อยได้ไหม?” 

“เรื่องของกระหม่อมไม่มีอะไรที่น่าสนใจหรอกพะยะค่ะ” 

“เช่นนั้นทำไมเจ้าถึงต้องสวมหน้ากากอยู่ตลอดเลยละ?” 

“เป็นสิ่งที่ช่วยปิดบังรอยแผลที่องค์หญิงไม่ควรเห็นพะยะค่ะ” 

“งั้นหรือ...” อย่างที่คิดเอาไว้เลย เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดเกี่ยวกับเรื่องของตัวเอง การที่ฉันถามแบบนั้นออกไป มันอาจจะไปกระทบกับปมในอดีตของเขารึเปล่านะ? ฉันก็ดันลืมคิดเรื่องนี้สนิทเลย ฉันนี่มันแย่จริง ๆ ถามแต่สิ่งที่ตัวเองสงสัยจนไม่สนใจความรู้สึกของเขาเลย จริงอยู่ที่หลายๆ คนต่างก็ถามเขาเรื่องหน้ากากที่เขาสวม แต่การโดนถามในเรื่องที่เขาเจ็บปวดในอดีตมันก็เหมือนเป็นการเอาไฟไปจี้แผลเก่าและโดนหลายๆ ครั้งเข้า ภายในใจของเขาคงเจ็บปวดมากแน่ “ขอโท..” 

“ถ้าหากองค์หญิงปรารถนา จะดูมันก็ได้พะยะค่ะ” ฉันที่กำลังจะเอ่ยขอโทษ แต่ไอนส์กลับเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองมาที่ฉัน นัยน์ตาที่สื่อออกมาราวกับว่าให้ฉันเป็นคนถอดหน้ากากนั้นเอง มือเล็กสั่นเทาของฉันเคลื่อนไปสัมผัสกับหน้ากากสีดำที่ถูกปิดใบหน้าเพียงครึ่งหนึ่งของเขาก่อนที่จะค่อยๆ ถอดมันออกอย่างเบามือ ภายในอกข้างซ้ายเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมาอยู่ข้างนอก

ใบหน้าอีกครึ่ง บริเวณดวงตาสีอำพันของเขามีรอยบาดแผลทางยาวราวกับถูกฟันที่หน้าผากด้านซ้ายผ่านเปลือกตาและดวงตาสีอำพันนั้นลงมาถึงพวงแก้มขาวซีด เป็นบาดแผลที่มองแล้วรู้สึกสลดใจอย่างบอกไม่ถูก มันช่างโหดร้ายและน่ากลัว แต่ในความโชคร้ายนั้นก็ยังมีความโชคดีที่ดวงตาของเขายังสามารถใช้งานได้ เขาคงต้องทรมานกับบาดแผลนี้มากแค่ไหนกัน?

สายตาไล่มองส่วนอื่นๆ บนใบหน้าคม ทั้งดวงตา จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักอมชมพูได้รูปนั้น “พะ...พี่อิช” เมื่อได้เห็นใบหน้าของไอนส์ที่ถอดหน้ากากออก มันยิ่งตอกย้ำความรู้สึกในใจฉัน ภาพของพี่อิชที่อยู่ในฝันกับภาพของไอนส์ที่อยู่ตรงหน้าซ้อนทับกันอีกครั้ง ถึงแม้จะรู้ว่าทั้งสองคนต่างมีใบหน้าเหมือนกันสักแค่ไหน แต่ภายในก็ยังเป็นคนละคนอยู่ดี การห้ามไม่ให้คิดถึงทำไมมันถึงยากมากเพียงนี้นะ? 

“องค์หญิงกำลังพูดถึงอะไรอยู่หรือพะยะค่ะ?” รู้ตัวอีกทีมือของฉันก็สัมผัสใบหน้าของคนที่อยู่ตรงหน้าเสียแล้ว แถมยังเผลอพูดชื่อคนอื่นต่อหน้าเขาอีก ฉันรีบชักมือกลับทันที สายตาที่มองมาที่ฉัน ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเรียบ ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าภายในใจเขากำลังคิดหรือรู้สึกอะไรอยู่ 

“เปล่า คือ...เจ้าคล้ายคลึงกับอดีตเพื่อนสนิทของข้าน่ะ” ฉันตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มบางๆ 

“…” เขาไม่ตอบอะไรกลับมา มีเพียงดวงตาสงบนิ่งราวกับผิวน้ำหลุบตาลงต่ำราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง 

“ไอนส์” ฉันเรียกเขา แม้จะสงสัยเรื่องแผลที่ดวงตาของเขา ฉันรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควรถามออกไปเพราะมันอาจจะไปจี้ปมในอดีตของเขาก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็อยากที่จะรู้เรื่องของเขามากกว่านี้ จากที่ลูซี่เคยเล่าให้ฟัง แผลที่ดวงตาของเขาเกิดจากเมื่อตอนยังเด็กเขาแอบไปขโมยอาหาร อาจจะเพราะบ่อยครั้ง เจ้าของร้านจึงอยากที่จะจบปัญหาโดยการกำจัดเขาทิ้ง ถึงจะไม่ควรถามแต่ฉันกลับอยากรู้เรื่องราวจากปากของเขา... “แผลที่ดวงตา...เกิดอะไรขึ้นหรือ?” 

ก็แค่โดนคนไล่ฆ่าแต่ดันพลาดมาโดนที่ใบหน้าแทน...” เขาเอ่ยเสียงเรียบอย่างเช่นทุกที แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างแฝงอยู่และดูเหมือนเขาเองกำลังปกปิดอะไรบางอย่างอยู่ เขาเอ่ยต่อ “แค่แผลในอดีตอย่าไปใส่ใจมากเลยพะยะค่ะ” 

“คงเจ็บน่าดูเลยสินะ” ฉันมองใบหน้าของเขาที่มีบาดแผลอันแสนโหดร้าย ในอดีตเขาต้องทุกข์ทรมานและอดทนกับมันมากขนาดไหนกันนะ? ถึงจะอยากรู้ แต่การไปเค้นถามมันก็คงไม่ได้อะไรกลับมาแถมยังทำให้คนตรงหน้ารู้สึกอึดอัดหรือไม่แน่อาจจะเกลียดฉันไปเลยก็ได้ แต่ไม่ว่าในอดีตมันจะโหดร้ายกับเขา แต่ในตอนนี้เพียงขอให้เขาเอ่ย ไม่ว่าอะไรฉันก็ยินดีที่จะช่วยเขาให้ได้มากที่สุด 

“ไม่เจ็บเลยสักนิดพะยะค่ะ” เพียงฟังจากน้ำเสียง ถึงมันจะดูปกติราวกับไม่รู้สึกอะไร แต่กลับทำให้ฉันรู้สึกว่าคนตรงหน้าเก็บความรู้สึกไว้มากแค่ไหน การที่บอกว่าไม่เจ็บแบบนั้นไม่ว่าจะฟังยังไงก็ดูเป็นการโกหก มันไม่ใช่การโกหกฉัน แต่มันเป็นการโกหกตัวเอง ทั้งที่ไม่แน่ว่าความจริงนั้นมันเจ็บปวดจนอยากให้มันจบเสียตรงนั้นเลยก็ได้ ไอนส์เงยหน้าก่อนที่จะเอ่ย “องค์หญิงบรรทมเถิดพะยะค่ะ กระหม่อมจะอยู่เป็นเพื่อนตรงนี้เอง” ดูเหมือนไอนส์คงไม่อยากให้ฉันถามอะไรเขาต่อจึงเอ่ยออกมาเช่นนั้น ฉันเองก็ไม่อยากถามอะไรเขาไปมากกว่านี้แล้ว คงต้องใช้เวลาค่อยๆ คุยกันไป สักวันเขาคงเปิดใจและเอ่ยเรื่องราวเหล่านั้นออกมาเอง

“ราตรีสวัสดิ์นะ” ฉันขยับตัวขึ้นไปบนเตียงและทิ้งตัวลงนอนก่อนที่จะเอ่ยขึ้น สัมผัสนุ่มของผ้าห่มถูกดึงขึ้นมาคลุมตัวฉันก่อนที่เสียงทุ้มจะเอ่ย

“ราตรีสวัสดิ์พะยะค่ะ” 


 

สามารถพูดคุยกันได้ที่ #อิชสตาร์ ทางทวิตเตอร์นะคะ ^^ 

จักรพรรดิตามหาเพราะคิดถึงหรือตามหาเพราะ...? ?