ท่ามกลางป่าต้นสนที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาที่ถูกท้องฟ้าตอนกลางคืนฉาบแสงเอาไว้ ดวงดาวที่เปล่งประกายบนท้องฟ้านั้นราวกับอัญมณีหลากสีที่เปล่งประกายบนหมึกสีดำอมม่วงที่ปกคลุมป่าสนอยู่

อากาศที่นี่นั้นเย็นเฉียบตลอดปีและความต่างอุณหภูมิแทบจะไม่เกินสามองศาทำให้หมอกยามเช้ามักจะถูกควบแน่นกลายเป็นน้ำค้างในตอนกลางคืนทำให้ป่าสนแห่งนี้เขียวชอุ่มตลอดเวลา แถมเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกันนั้นทำให้ความเย็นนั้นหลุดรอดออกไปน้อยมาก

ในความมืดมิดในป่าสนนั้นได้มีแสงไฟที่เกิดจากการก่อกองไฟอยู่ พวกเขาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าคนสัตว์หรือผ้าฝ้าย บางคนมีเกราะไหล่ที่ทำมาจากโลหะที่กำลังสะท้อนแสงจากเปลวไฟหรือเกราะหนังหนา

คนแรกเป็นหญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งร่างเล็กที่มีผมสีดำเงา นัยน์ตาสีเหลืองอำพันได้จ้องไปที่เปลวไฟด้วยสีหน้าเรียบนิ่งก่อนจะมองไปรอบๆป่าสนที่มืดมิด มือทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยรอยไหม้และรอยแผลเป็นได้เสยผมตัวเองก่อนจะหันไปมองทางซ้ายของเธอที่มีกระเป๋าหนังหยาบๆวางไว้อยู่ ในนั้นมีกล้องส่องทางไกล เนื้อแห้งและอื่นๆที่ดูจำเป็นหลายอย่าง

"มาร์ซี เธอควรจะพักได้แล้วนะ"เสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนที่หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งจะหันตามต้นเสียงที่เดินเข้ามาหา

 

หญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายสีดำสนิทที่ส่วนบนอกนั้นเป็นหนังสีน้ำตาลหนาทับชุดไว้อีกทีได้เดินเข้ามาในระยะแสงไฟทำให้มองเห็นสีหน้าเธอได้มากขึ้น เธอเป็นหญิงสาวคอเคซอยด์ผิวขาวร่างผอมสูง ใบหน้าของเธอนั้นมีกระเล็กน้อยพร้อมกับดวงตีสีฟ้าเข้มที่มองเห็นได้ในที่มืด

ผมสีน้ำตาลเปลือกไม้ได้ถูกมัดเป็นเปียสั้นเพื่อไม่ให้มันไปพันกับอะไรโดยไม่จำเป็น ในมือของเธอถือธนูไม้ที่มีลายสีแดงขาวพาดผ่าน ส่วนหลังของเธอนั้นมีกระเป๋าใส่ลูกธนูไว้อยู่

 

มาร์ซีขยับมือเป็นการสื่อสารด้วยภาษามือ "สภาพภายนอกเป็นอย่างไรบ้างองค์หญิง"

 

"ก็...ฮิลโกกับเมสันกำลังเดินตามมาน่ะ ที่นี่ก็เงียบสมกับเป็นป่าสนสนธยาจริงๆ แต่เราก็ประมาทอะไรไม่ได้หรอกนะ"หญิงสาวคู่สนทนามาร์ซีกล่าวก่อนที่เสียงเหยียบกิ่งไม้จะดังขึ้น หญิงสาวได้ใช้เวลาเพียงสองวินาทีในการหยิบลูกธนูออกมาพาดลงคันธนูพร้อมยิงไปที่ต้นเสียง

 

"โว้วๆ ใจเย็นก่อนสหายข้า ข้ายังไม่อยากไปหายายของข้าวันนี้หรอกนะลาพิส"เสียงชายวัยกลางคนดังขึ้นพร้อมกับยกมือสูงมือขึ้นในระดับอก เขาเป็นชายวัยกลางคนผิวเอเชียที่มีรูปร่างปราดเปรียวสูงใหญ่และบึกบึนแม้จะมีหนวดเคราสีดำปกคลุมอยู่บนใบหน้าที่มีริ้วรอย ทำให้ดูอายุมากไปไกลกว่าอายุจริงของเขามากนัก 

เขาอยู่ในชุดเสื้อขนสัตว์สีเทาอ่อนและกางเกงขายาวที่มีเกราะหนังหนาติดไปทั่วกางเกงและหัวเข้า ดวงตาข้างซ้ายของเขานั้นได้บอดเป็นดวงตาสีเทาขุ่นหมอง หากกลับกันนั้นดวงตาด้านขวาสีสนิมนั้นแสดงถึงแววตาที่แฝงความเด็ดขาดเอาไว้

 

"ฮุๆ นายก็ช่วยเดินแบบปกติเหมือนคนอื่นเขาไม่ได้รึไงกันเมสัน"เสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นหลังชายร่างสูงใหญ่

หญิงสาวชาวเอเชียที่มีดวงตาที่ตี่แต่ดูสายตาที่เธอแสงออกมานั้นคือความปราดเปรียวว่องไว ผ่านนัยน์ตาสีเขียว   มิ้นท์คู่นั้น รูปร่างของเจ้าหล่อนนั้นราวกับนักเต้นในงานแสดงหากแต่ของในมือเธอที่มีทั้งดาบซามูไรที่อยู่ตรงเอวและดาวกระจายที่ถูกคลี่แผงออกมาอยู่ในมือของเธอทำให้เธอกลายเป็นหญิงสาวที่ดูอันตรายขึ้นมาทันที

 

เธออยู่ในชุดกิโมโนสีดำสนิทที่มีลวดลายสีเทาเข้มที่อีกมือนั้นก็ถือร่มแบบญี่ปุ่นสีดำสนิทเอาไว้

 

"เฮ้อ...รอบนี้ฉันยอมเธอไปก่อนก็ได้"เมสันกล่าวก่อนที่ทั้งหมดจะนั่งรอบกองไฟที่ใกล้จะมอดแล้ว

 

"คุณฮิลโกค.."ลาพิสที่กำลังจะเรียกชื่อหญิงสาวในชุดกิโมโนที่ดูมีอายุมากกว่าเธอแต่ถูกขัดไว้ก่อน

"ขออภัยที่ข้าต้องขัดนะคะ ข้าชื่อฮิเมโกะ ยามาโมโตะเจ้าค่ะ"หญิงสาวในชุดกิโมโนกล่าวด้วยสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย

"ค...ค่ะ"หญิงสาวร่างสูงกล่าวด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อย

 

หญิงสาวผมดำร่างเล็กได้ใช้ภาษามืออีกครั้งโดยได้ความว่า "การที่พวกเราได้รับคำสั่งจากจอมราชา แสดงว่ามีเรื่องอะไรผิดปกติขึ้นรึเปล่า?"

 

ทุกคนต่างมองหน้ากันและก็ยักไหล่เชิงไม่รู้

 

"พวกเราต่างก็ถูกว่าจ้างมาให้มาทำการสำรวจเหมือนกัน ได้ข่าวว่ากองกำลังทหารที่บุกไปอาณาจักรวอร์เตอร์มิลโดนถล่มราบคาบโดยกองกำลังปริศนา ไม่ก็อาวุธที่ฝั่งนั้นคิดค้นขึ้น เป็นไปได้ฉันไม่อยากฆ่าแกงใครที่นั่นหรอก มันไม่ได้มีเหตุจำเป็นอะไรขนาดนั้น"ชายร่างใหญ่ตอบก่อนจะหยิบมีดออกมาลับให้คม

แต่ระหว่างที่การสนทนาดำเนินต่อไปนั้นเสียงกิ่งไม้ก็ดังขึ้น ทุกคนที่นั่งรอบกองไฟได้หันไปที่ต้นเสียงและเริ่มเตรียมอาวุธ โดยที่ลาพิสได้ดันมาร์ซี่ไปอยู่ด้านหลังของเธอพร้อมกับค่อยหยิบลูกธนูออกมาและพาดลงคันธนูและค่อยๆง้าง

ในตอนแรกที่เสียงกิ่งไม้หักนั้นตอนนี้กลับกลายเป็นเสียงพุ่มไม้ที่สั่นไหวมาจากตรงหน้า เมสันได้ตั้งท่าพร้อมโจมตีพร้อมกับมือของเขาที่ถือมีดไว้อย่างมั่นคง เขามองไปที่ความมืดมิดที่อยู่ตรงหน้าพร้อมกับหายใจอย่างแผ่วเบา

 

ฮิเมโกะได้อ้อมไปที่ด้านหลังของลาพิสเพื่อคุ้มกันมาร์ซีโดยยังกางร่มไว้อยู่แต่ท่าทางของเธอนั้นพร้อมต่อสู้เสมอ 

 

"ปกติที่นี่ไม่ควรจะมีหมาป่าอยู่นะ"ชายร่างใหญ่กล่าว

 

"แต่จากขนาดความสูงที่ข้าได้ยินล่าสุดมันน่าจะสูงกว่าหมาป่าอีกนะ"หญิงสาวผิวขาวกล่าว

"ไม่แน่ว่าเราอาจจะเจองานช้างก็ได้"ฮิเมโกะเสริม

 

ทุกคนได้ยินเสียงพุ่มไม้ขยับอีกครั้ง รอบนี้มันเข้ามาใกล้ขึ้นจากครั้งที่แล้วมากและมกล้เข้ามาเรื่อยๆ

 

แซ่กๆ

 

เสียงนั้นบ่งบอกได้ว่าต้นทางที่ให้กำเนิดเสียงน่าจะมีมากกว่าหนึ่งและน่าจะมาจากด้านหน้าที่ไม่ไกลมากด้วย

แต่ระหว่างที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดอยู่นั้นเองบางอย่างก็แหวกพุ่มไม้ออกมา มันคือชาวบ้านผู้ชายที่มีบาดแผลเต็มตัว เขาเดินมาหากลุ่มหญิงสาวก่อนที่จะค่อยๆล้มลง ทุกคนจึงรีบเก็บอาวุธของตนและเข้าไปดูอาการชายปริศนา

"ชะ....ช่วย...มะ...มะ...หมู่บ้านข้าด้วย...ข้า...ขอร้อง"เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากชายคนดังกล่าวพูดจบเขาก็กระอักเลือดและดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมานสักพักก่อนจะแน่นิ่งไป 

"เสียเลือดมากขนาดนี้เดินมาถึงตรงนี้ก็ถือว่าเหนือมนุษย์แล้วล่ะ"ฮิเมโกะกล่าวหลังจากจับต้นคอคนที่เสียชีวิตเพื่อเช็คชีพจรเพื่อความแน่ใจ

 

"แล้ว...เราจะรู้ได้ไงล่ะว่าหมู่บ้านเขาอยู่ตรงไหน!"เมสันกล่าวอย่างหัวเสียแต่ระหว่างที่ทุกคนกำลังกังวลกันอยู่นั้น มาร์ซีก็ได้ดึงแขนลาพิสและชี้ไปที่กลุ่มควันขนาดใหญ่ที่พวยพุ่งขึ้นมาในท้องฟ้ายามค่ำคืนราวกับปีศาจร้ายที่ก่อตัวท่ามกลางท้องฟ้าที่ไร้แสงตะวัน

 

ทุกคนรีบเก็บของและเตรียมอาวุธพร้อมก่อนจะรีบวิ่งไปตามทางกลุ่มควันที่เริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่รอยมาตามแรงลมที่พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นควันที่แรงขึ้นเรื่อยๆจนแสบจมูก เสียงกรีดร้อง เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังตามความรุนแรงของควันไฟ เมื่อมาใกล้ถึงที่เกิดเพลิงไหม้ท้องฟ้าบริเวณนั้นได้กลายเป็นสีแดงฉาน ราวกับเพลิงนั้นได้นำเลือดของเหยื่อเคราะห์ร้ายมาวาดตามท้องฟ้ายามค่ำคืน

 

สิ่งที่ลาพิสเห็นตรงหน้าคือหมู่บ้านที่มีไฟลุกท่วมทั้งหมู่บ้านจนเธอลืมตาขึ้นได้ไม่ถนัดเพราะความร้อนจากเปลวไฟและฝุ่นจากการเผาไหม้รวมไปถึงควันที่ลอยอยู่ไปทั่ว ชาวบ้านต่างพากันรีบขนของและร้องขอความช่วยเหลือ

บ้านหลายหลังนั้นทำมาจากไม้และฟางทำให้ไฟสามารถลามไปได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงอากาศที่มีลมแรงทำให้เพลิงนั้นยากที่จะควบคุม รวมไปถึงมีกลุ่มคนบางกลุ่มนั้นกำลังไล่ยิงชาวบ้านอยู่ด้วยเช่นกัน พวกเขาใส่ชุดเหล็กหนาสีดำสนิท มีเพียงแผ่นกระจกสีดำเท่านั้นที่ทำให้อีกฝ่ายมองเห็นได้ ที่ไหล่ของชุดเกราะมีสัญลักษณ์ที่ดูคล้ายไม้กางเขนสีแดง-ขาวติดไว้อยู่ 

อาวุธที่พวกมันถือนั้นดูทันสมัยและน่าจะมีอำนาจการทำลายล้างสูง

บางคนแม้จะขอร้องอ้อนวอนไม่สามารถหนีได้เพราะถูกยิงขาก็ถูกยิงกรอกปากแบบไม่มีความเมตตาใดๆ หรือบางคนที่อุ้มลูกหรือพาเด็กหนีก็ถูกยิงทะลุจากคนที่อุ้มลูกไปโดนเด็กจนตายทั้งคู่ทันที นั่นทำให้หญิงสาวตกใจจนตัวแข็งทื่อไปสักพักก่อนจะตั้งสติได้จากสีหน้าของมาร์ซี

 

"เมสัน มาร์ซี ไปช่วยคนที่ติดในกองเพลิง ฉันกับฮิเมโกะจะไปจัดการกับพวกนั้นเอง!!"เธอเริ่มออกคำสั่งก่อนจะเริ่มแยกย้ายตามแผน

 

ลาพิสได้หามุมมืดที่อยู่สูงพอที่จะมองเห็นศัตรูที่มารุกรานได้ง่ายที่สุด โดยที่ฮิเมโกะได้เดินไปประจัญหน้ากับศัตรูปริศนาโดยเธอนั้นได้หุบร่มลงและชักดาบของเธอออกมาด้วยมือขวาของเธอ ลาพิสโชคดีที่มีต้นไม้สูงที่อยู่ใกล้ๆ โดยเธอให้ฮิเมโกะนั้นเป็นพลปะทะโดยมีเธอยิงธนูสนับสนุน 

ศัตรูกลุ่มนั้นได้เริ่มสาดกระสุนแบบไม่ทันตั้งตัวทันทีทำให้ฮิเมโกะเสียจังหวะในการหลบเล็กน้อยแต่เธอรีบตั้งตัวและใช้ดาบของเธอปัดป้องคมกระสุนที่หมายจะเอาชีวิตเธอได้อย่างว่องไวราวกับการเคลื่อนไหวของสายน้ำที่ไหลลื่นและรวดเร็วดั่งลมพายุ ทั้งยังมีความมั่นคงแบบหินผาที่ทำให้เธอยืนตั้งรับได้อย่างดี

 

คมดาบที่สะท้อนเปลวไฟและแสงจันทร์นั้นราวกับเงาสะท้อนแสงตะวันและแสงจันทราในสายธารที่ไหลเชี่ยวแต่อ่อนโยนและนุ่มนวล คมดาบได้ปัด ผ่า สะท้อนกระสุนที่พุ่งเข้ามาอย่างง่ายดายพร้อมกับตัวฮิเมโกะนั้นก็เริ่มออกเดินไปข้างหน้า การเดินของเธอนั้นเชื่องช้า แต่แข็งแรงและมั่นคงจนแรงดีดจากหัวกระสุนไม่ได้ทำให้เธอเสียหลักเลยแม้แต่น้อย การเหยียบลงไปในน้ำและฟันดาบเพื่อปัดกระสุนแต่ละครั้งราวกับตัวเธอนั้นกำลังร่ายรำท่ามกลางเปลวไฟและแสงจันทร์

 

ใบหน้าที่นิ่งสุขุมทำให้อีกฝ่ายนั้นเริ่มหวาดวิตกจนเริ่มสติแตก พวกเขายิงไปเรื่อยๆจนกระสุนหมด ด้วยความลนลานทำให้พวกเขาใส่กระสุนกันไม่ได้หรือทำตก นั่นเป็นการตัดชะตาชีวิตพวกเขาแล้ว พวกเขาได้แต่ยืนแข็งทื่อและมองดูดาบที่พวกเขาเห็นเป็นเคียวของยมทูตที่จะมารับวิญญาณของพวกเขาไป

 

หญิงสาวในชุดกิโมโนได้ยิ้มก่อนจะเปลี่ยนจากการเดินเชื่องช้าเป็นการวิ่งแบบทันที ร่างกายของเธอแทบจะเลือนหายไปจากตรงหน้าของศัตรู มีเพียงแสงสีเงินจากคมดาบของเธอได้ลากผ่านศัตรูผู้โชคร้ายทั้งสี่โดยไม่มีการแจ้งเตือน ไม่มีเสียงน้ำที่โดนเหยียบหรือเสียงตัดผ่านวัตถุ มันราวกับอา คนจนหัวหลุดออกจากบ่า ก่อนที่เธอจะเก็บดาบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

 

"ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ชีวิตแลกชีวิต"เธอกล่าวก่อนจะหันหลังให้คู่ต่อสู้ที่พากันลงไปกองที่พื้นหมดแล้วโดยมี      ลาพิสมองไปที่หญิงสาวด้วยสีหน้าหวาดๆ เพราะเธอได้ลองจินตนาการในสภาพที่เธอต้องมาต่อสู้กับปีศาจในคราบหญิงสาวที่ดูน่าถนอมและสวยงาม เธอคิดออกได้แค่คำเดียวว่า "ความตาย"

 

 

ทางด้านมาร์ซีนั้นได้ถีบประตูเข้าไปในบ้านที่มีไฟไหม้ เธอได้ยินเสียงเด็กร้องมาจากชั้นสอง แต่บันไดนั้นได้ถูกไฟไหม้จนพังไปหมดแล้ว เธอจึงมองไปที่ฝาผนังบ้านก่อนจะวิ่งและกระโดดไต่ผนังและถีบตัวเองเพื่อขึ้นไปชั้นสอง เธอได้กวาดสายตามองไปรอบๆก่อนจะเห็นห่อผ้าที่มีเสียงร้องอยู่

เธอรีบวิ่งเข้าไปคว้าต้นเสียงและโดดออกมาทางหน้าต่างก่อนจะลงถึงพื้นได้อย่างสวยงาม เมสัน ลาพิส รีบเข้ามาดูทั้งอาการทั้งสองคน แต่มาร์ซีกลับทำสัญญาณมือให้ทุกคนถอยไป

 

ในระหว่างนั้นเองมาร์ซีก็ได้แกะผ้าห่อเด็กออกก่อนจะพลิกเด็กออกมาดูนั่นทำให้เธอแสดงสีหน้าตกใจอย่างมาก

 

มันคือตุ๊กตาเด็กที่หน้าท้องมีตัวเลขดิจิตอลกำลังนับถอยหลัง แต่เธอไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่เธอรับรู้ได้ถึงสัญชาตญาณจากตัวเธอที่ตะโกนบอกเธอให้โยนมันออกไปแต่เธอได้เชื่อสัญชาตญาณตัวเองช้าไปทำให้กว่าเธอจะโยน ตัวเลขนั้นถึงเลขหนึ่งไปแล้ว

 

 

ตูม!!!!

 

เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกับเปลวเพลิงลูกมหึมา แรงระเบิดแรงจนทำให้คนที่อยู่รอบบริเวณนั้นกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง ลาพิสได้กระเด็นไปกระแทกกับโขดหินที่อยู่ใกล้ๆเธอไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน เธอรู้สึกระบมไปทั้งตัวก่อนที่จะแสดงสีหน้าตกใจพร้อมกับมองไปที่เปลวเพลิงที่ลุกโชน ในตอนนั้นสมองมีเพียงคำเดียวคือ

 

"มาร์ซี!!!!"ลาพิสตะโกนสุดเสียงก่อนจะยกร่างตัวเองที่สภาพไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ ตาซ้ายของเธอนั้นมองไม่เห็นอะไรเลยเป็นเพียงแค่ภาพมืด แขนและขาของเธอระบมเนื่องจากแรงระเบิดและแรงกระแทกเธอเหลือบมองแขนขวาของเธอที่ห้อยรุ่งริ่งจนแทบจะขาด กระดูกหักที่แทงออกมาทะลุเนื้อ เลือดสดๆไหลออกมาแต่ยังไม่เท่ากับเสียงเรียกร้องของหญิงสาวที่ยังตะโกนชื่อนึงตลอดเวลา

 

เธอเดินลากร่างของเธอไปจนเห็นมีบางอย่างเดินออกมาจากเปลวเพลิง นั่นคือมาร์ซีในสภาพที่ไร้รอยขีดข่วนแม้ว่าเสื้อผ้าเธอจะถูกแรงระเบิดฉีกมันเป็นชิ้นๆไปแล้ว มาร์ซีที่เห็นลาพิสในสภาพที่ดูไม่ค่อยดีจึงลืมวิ่งไปหาอีกฝ่ายก่อนที่จะล้มลง เธอคว้าร่างของลาพิสมาไว้ในอ้อมแขนได้ทันด้วยสีหน้ากังวล 

เธอพยายามจะร้องเรียกใครก็ได้ที่อยู่ใกล้ที่สุดแต่เธอก็ทำได้แค่อ้าปากพร้อมกับร้องไห้เท่านั้น แต่ก่อนที่ภาพของลาพิสจะตัดไปก็ได้มีเสียงแทรกเข้ามา

"มีคนเจ็บอยู่ตรงนี้!!!"

 

"เอาเธอไปรักษาเร็ว! ระวังศัตรูที่ยังหลงเหลือด้วย!"

 

"จ่าครับ ตรงนี้มีคนบาดเจ็บอีกสามคนครับ!!!"

 

"นี่หน่วย BAD COMPANY  เราต้องการยานบินขนส่งผู้บาดเจ็บ พิกัดJ4G6E8 ขอเป็นคลาสใหญ่ที่สุดด้วย ย้ำ คลาสใหญ่ที่สุด!"

 

นั่นคือเสียงสุดท้ายก่อนที่ลาพิสจะหมดสติไป