TW : เลือด การทำร้ายร่างกาย การถูกโจมตีโดยสัตว์

 

 

 

 

11 มีนาคม 1949

 

 

เป็นระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์พอดีหลังจากเกิดเหตุการณ์เผชิญหน้ากับหมาป่าในครั้งนั้น เควินยังคงแปลกใจกับการปรากฏตัวของหมาป่าในวันนั้นอยู่ แต่ดูเหมือนเพื่อน ๆ จะเริ่มปล่อยวางกันแล้ว

 

“มันแปลกจริง ๆ นะ...พวกนายไม่คิดอย่างนั้นเหรอ” เควินพูดขึ้นในขณะที่ทุกคนกำลังช่วยกันปั้นตุ๊กตาหิมะตัวใหญ่อยู่

 

“บางทีมันอาจจะพึ่งอพยพมาก็ได้” เสียงนุ่ม ๆ ของเดวิดดังขึ้นอย่างใจเย็น

 

เสียงของเด็กชายดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แฝงความหงุดหงิดน้อยใจที่เพื่อนไม่เชื่อตนมาด้วยจาง ๆ “ตอนนี้อ่านะ หลังจากที่เมืองถูกตั้งมาร้อยกว่าปี?!

 

แอนิตาส่งยิ้มจาง ๆ ให้เควินก่อนที่จะลูบหลังเขาเบา ๆ อย่างปลอบโยน “ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่เชื่อนาย เควิน แต่พวกเราแค่ไม่เห็นว่าจะมีคำอธิบายอะไรสมเหตุสมผลไปมากกว่านี้ก็เท่านั้นเอง”

 

แรนดี้พยักหน้าเสริม ก่อนที่จะล้วงคุกกี้ของโปรดเควินออกมาจากกระเป๋าเสื้อเพื่อยื่นให้เพื่อน

 

“ขอบใจ” เควินพูดเสียงเบาก่อนที่จะก้มหน้างุด “และก็ขอโทษด้วยที่อารมณ์เสียใส่”

 

เดวิดระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ไม่เห็นเป็นไร เราเข้าใจน่า”

 

“ถ้านายไม่สบายใจล่ะก็ เดี๋ยววันนี้พวกเราไปหาคุณฟรองซัวร์เพื่อถามสักหน่อยละกัน” แอนิตาเอ่ยเสริมขึ้น

 

ฟรองซัวร์ โลร็องต์ เป็นช่างไม้ร่างใหญ่ผู้มีหนวดเครารกรุงรังดูท่าทางดุร้าย แต่เมื่อได้พูดคุยกับเขาแล้วก็จะรู้ว่าความจริงแล้วฟรองซัวร์เป็นชายที่ใจดีอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นคนอบอุ่นอีกด้วย

 

เควินผู้ชื่นชอบฟรองซัวร์เป็นพิเศษยิ้มออกมาในทันที “ได้เลย”

 

หลังจากเสร็จภารกิจปั้นหิมะและหากิ่งไม้มาปักให้เขาแล้ว แอนิตาก็ตั้งชื่อให้เขาว่าจอห์น ก่อนที่จะโบกมือลา

 

“ทำไมเธอถึงตั้งชื่อตุ๊กตาหิมะว่าจอห์นล่ะ” เดวิดถามอย่างสงสัยในขณะที่พวกเขาทั้งสี่กำลังมุ่งหน้าไปที่กระท่อมของฟรองซัวร์

 

“ก็แค่ชื่อแรกที่นึกขึ้นได้น่ะ” เสียงหวานของแอนิตาตอบอย่างสดใส

 

แรนดี้หัวเราะออกมา “แต่ฉันชอบนะ”

 

“เห็นไหมล่ะ” แอนิตาพูดตอบก่อนที่จะเชิ่ดหน้าขึ้น เรียกเสียงหัวเราะจากคนอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี

 

เพราะเมืองพอร์ตล็อคไม่ใช่เมืองที่ใหญ่ขนาดนั้น ทำให้ผู้คนในเมืองส่วนใหญ่ต่างรู้จักกันดี อีกทั้งเด็ก ๆ ในเมืองก็ไม่ได้มีเยอะขนาดนั้นทำให้กลุ่มเพื่อนที่สามารถออกไปเที่ยวด้วยกันได้นั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อยเสียอีก แต่โชคยังดีที่เดวิด เควิน แรนดี้ และแอนิตาเกิดในปีเดียวกันและพ่อกับแม่ของพวกเขารู้จักกัน ทำให้การใช้ชีวิตในเมืองเล็ก ๆ นี้ไม่เหงาเกินไปนักสำหรับเด็กทั้งสี่คน

 

ครั้งแรกที่เจอกับฟรองซัวร์นั้นเรียกได้ว่าค่อนข้างที่จะน่าหวาดหวั่นทีเดียว วันนั้นเป็นวันที่อากาศหนาวและเด็ก ๆ ก็ออกมาเล่นนอกบ้านกันตามปกติ แต่ไม่รู้ว่าวันนั้นเดวิดนึกครึ้มอะไรถึงอยากจะเล่นเป็นอัศวินที่ตามล่าบิ๊กฟุต ทั้งสี่จึงเดินไปทั่วหมู่บ้านเพื่อที่จะถามผู้ใหญ่ว่าบิ๊กฟุตอยู่ที่ไหน หลังจากถามกับชาวบ้านหลายต่อหลายคนอยู่นาน ในที่สุดคุณลุงที่ร้านอาหารก็ให้คำตอบที่พวกเขาต้องการ

 

ลองไปเคาะประตูกระท่อมใกล้กับชายป่าดูสิ

 

เด็ก ๆ ทั้งสี่คนไม่รอช้า พวกเขามุ่งหน้าตรงไปที่กระท่อมข้างป่าในทันที จะมีก็แต่แรนดี้ที่ดูจะวิตกกังวลอยู่บ้าง

 

“มันจะไม่อันตรายเหรอ” แรนดี้ตอนอายุเก้าขวบกล่าวขึ้น ใบหน้าสีขาวนวลแดงจัดเพราะความหนาวรอบ ๆ ตัว

 

“ฉันคอยปกป้องพวกนายอยู่ ไม่ต้องกลัวหรอก” เดวิดพูดขึ้นอย่างมั่นใจพร้อมกับส่งยิ้มยิงฟันที่หลอไปซี่หนึ่งให้กับเพื่อน ๆ

 

เพียงไม่นานพวกเขาก็มาถึงประตูขนาดใหญ่ของกระท่อมเสียแล้ว ขนาดเดวิดที่ตัวใหญ่ที่สุดในกลุ่มยังสูงเพียงแค่ครึ่งเดียวของประตูเท่านั้น

 

เด็กชายผู้เป็นเสมือนผู้นำของกลุ่มหันมามองหน้าเพื่อน ๆ ก่อนที่ทุกคนจะพยักหน้าให้ เขากระแอมไอเล็กน้อยก่อนที่จะเคาะประตูไม้ด้วยแรงที่พอดี ไม่หนักหรือเบาจนเกินไป

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

 

เพียงไม่นานเสียงในบ้านก็ดังขึ้น ก่อนที่ชายร่างใหญ่ผู้มีหนวดรกรุงรังจะออกมาเปิดประตูให้

 

ทันทีที่เดวิดเห็นชายตรงหน้า เขาก็รีบเอาตัวบังเพื่อน ๆ ทันทีพร้อมกับหยิบกิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่เตรียมมาชูไว้ข้างหน้า

 

ชายร่างใหญ่สะดุ้งตกใจเล็กน้อยก่อนที่จะยกมือหนาขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ “ฉันไปทำอะไรผิดมาหรือ?”

 

“คุณคือบิ๊กฟุตที่ปลอมตัวมาใช่ไหม” เสียงของเดวิดดังขึ้นอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว เรียกเสียงหัวเราะดังลั่นได้จากคนตรงหน้า

 

“ฉันไม่ใช่บิ๊กฟุตสักหน่อย” ชายตรงหน้าพูดพร้อมกับกลั้นขำ “เป็นแค่ช่างไม้ธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น”

 

เดวิดหันไปมองหน้าเพื่อน ๆ ด้านหลังเล็กน้อยก่อนที่จะโพล่งออกไปอีกครั้ง “เราจะรู้ได้ยังไงว่าคุณไม่โกหก”

 

คิ้วดกหนาเลิกขึ้นอย่างแปลกใจก่อนที่จะพูดอย่างอ่อนโยน “เพราะบิ๊กฟุตจริง ๆ น่าจะเอาชนะแท่งไม้ตรงหน้าได้ง่าย ๆ ไม่จำเป็นต้องมายกมือยอมแพ้แบบฉันหรอก”

 

เมื่อนึกย้อนกลับไปเดวิดก็ได้แต่ยืนอายกับความเป็นเด็กน้อยของตัวเองที่หลงเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติแบบบิ๊กฟุตและนำไปกล่าวหาชายใจดีคนหนึ่ง ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เขาคงจะเขกหัวตัวเองสักสองสามทีข้อหาเล่นไม่รู้เรื่อง

 

“อ้าว ว่าไงเดวิด เควิน แอนิตา และก็แรนดี้” ฟรองซัวร์ยิ้มทักทายและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใส ถึงแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ห่างกันเกือบห้าร้อยเมตรก็ตาม แต่เสียงนุ่มของฟรองซัวร์ก็ยังดังก้องมาจนถึงเด็ก ๆ ทั้งสี่จนได้

 

“สวัสดีครับฟรองซัวร์” เดวิดเอ่ยทักทายขึ้นด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่แอนิตาและเควินพุ่งเข้าไปกอดฟรองซัวร์

 

“สวัสดีครับ” แรนดี้พูดเสียงเบาเป็นคนสุดท้าย

 

“พอดีพวกเรามีเรื่องอยากจะถามคุณนิดหน่อยน่ะครับ” เดวิดเปิดเรื่องขึ้น “พอจะมีเวลาว่างไหมครับ”

 

“พอดีฉันต้องไปตัดไม้รอบเช้าน่ะ” ฟรองซัวร์พูดขึ้น แววตาของเขาแลดูเศร้า “ต้องเอามาใช้ในการเผาศพของคุณย่าด้วย”

 

แอนิตาพยักหน้าอย่างเข้าใจ “เสียใจด้วยนะคะ”

 

ฟลอรา โลร็องต์ คุณย่าผู้แสนจะใจดีของฟรองซัวร์พึ่งจะเสียไปเมื่อไม่นานมานี้ เด็ก ๆ ไม่ค่อยได้คุยกับท่านเท่าไหร่นัก ด้วยอายุที่มากแล้วของท่านและโรคประจำตัวต่าง ๆ แต่เด็ก ๆ ก็ชอบคุณย่าฟลอรามากเพราะท่านใจดีกับพวกเขาอย่างกับว่าพวกเขาเป็นหลานแท้ ๆ

 

“ให้พวกเราไปช่วยไหมครับ” เควินเสนออย่างมีน้ำใจซึ่งเดวิดก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องแต่อย่างใด

 

อย่างไรซะก็ไม่น่าจะมีสิ่งใดสามารถทำร้ายพวกเขาได้อยู่แล้วตราบใดที่มีฟรองซัวร์อยู่

 

ฟรองซัวร์ดูเหมือนจะลำบากใจเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ตอบตกลง “เอาสิ แต่เดินตามฉันดี ๆ นะ ห้ามหลุดออกนอกแถวเด็ดขาดเลย”

 

เด็กทั้งสามต่างตะเบ๊ะอย่างแข็งขันในขณะที่แรนดี้เพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ เท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

“เดวิด” เสียงของแรนดี้ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา

 

“หืม”

 

“ฉันรู้สึกไม่ดีเลย” แรนดี้พูดพร้อมกับมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง “เมื่อกี้ฉันรู้สึกเหมือนเห็นเงาแว่บ ๆ ของหมาป่าด้วย”

 

“งั้นเดี๋ยวฉันไปบอกฟรองซัวร์ให้ละกัน”

 

แรนดี้พยักหน้าก่อนที่จะเดินชิดกับกลุ่มเพื่อน ๆ มากขึ้นไปอีก เดวิดกำลังจะเดินไปบอกฟรองซัวร์แล้ว แต่เสียงกรีดร้องของแอนิตาก็ดังขึ้นเสียก่อน

 

เดวิดรีบวิ่งไปดูเพื่อนสาวทันที เช่นเดียวกับฟรองซัวร์แต่ด้วยขาที่ยาวกว่าของชายร่างใหญ่ทำให้เขาไปถึงก่อน

 

แต่ฟรองซัวร์กลับยืนนิ่งราวกับนิ่งอึ้งไป สร้างความแปลกใจให้กับเดวิดอย่างมาก

 

แต่เมื่อเขาเห็นภาพตรงหน้าเขาก็ไม่แปลกใจอีกเลย

 

สภาพคนตรงหน้านั้นคงจะดูปกติทุกประการถ้าไม่ใช่เพราะใบหน้าของเขา ส่วนที่ควรจะเป็นตาหูจมูกและริมฝีปากกลายเป็นรูโบ๋ขนาดใหญ่ราวกับถูกฉีกคว้านออกไปจนไม่สามารถดูออกได้เลยว่าคนตรงหน้าเป็นใคร เนื้อสีแดงสดมีสีเหลืองของอะไรบางอย่างแทรกอยู่ประปราย สร้างความรู้สึกคลื่นเหียนให้กับผู้พบเห็น

 

เดวิดได้แต่ยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออกและจ้องมองภาพตรงหน้า จนกระทั่งฟรองซัวร์มายืนบังทัศนวิสัยเอาไว้ทำให้เขาสามารถหลุดออกจากวังวนที่เหมือนกับนรก

 

“พาเพื่อน ๆ ไปเรียกคนมา...เดี๋ยวนี้เลยเดวิด” ชายหนุ่มร่างใหญ่ผู้มักจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเสมอ บัดนี้สีหน้าจริงจังขึ้นในทันตาเช่นเดียวกับน้ำเสียงที่เข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

“ค-ครับ” เดวิดที่ตั้งสติได้พูดขึ้นในทันที

 

เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง เรียกความสนใจทุกคนจากสภาพศพที่เละเทะตรงหน้าได้ในทันที

 

หมาป่าสีดำตัวใหญ่ที่พวกเขาเคยเห็นเมื่ออาทิตยห์ก่อนปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง และตอนนี้มันกำลังโจมตีแรนดี้อยู่ เดวิดได้แต่ยืนนิ่งอึ้งด้วยความหวาดหวั่นเท่านั้น ในขณะที่ฟรองซัวร์พุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วไปขวางทางเอาไว้ก่อนที่แรนดี้จะถูกเจ้าหมาป่าขย้ำใบหน้านุ่มเละ

 

ฟรองซัวร์เขวี้ยงขวานในมือออกไปสุดแรงหวังจะฟาดใส่กระบานของหมาป่า แต่มันก็หลบได้อย่างรวดเร็วทำให้ขวานเล่มใหญ่ฟาดใส่ต้นไม้ต้นหนึ่งเข้า ฟรองซัวร์พยายามจะดึงขวานออกเพื่อเป็นอาวุธแต่ก็ไม่เป็นผล ขวานติดอยู่กับต้นไม้เสียแล้ว

 

หมาป่าวกกลับมาอีกครั้งพร้อมกับแววตาดุร้ายกว่าเดิม มันพุ่งเข้าใส่ฟรองซัวร์อย่างแรงแต่เขาสามารถใช้แขนป้องกันไว้ได้ทัน เขี้ยวแหลมคมฝังเข้าไปลึกในท่อนแขนใหญ่ สีหน้าที่ปกคลุมไปด้วยหนวดเคราของฟรองซัวร์แสดงความเจ็บปวดน้อยนิดก่อนที่เขาจะใส่แรงเข้าไปในหมัด และต่อยเข้าไปที่หัวของหมาป่า

 

มันถอนคมเขี้ยวออกจากแขนใหญ่และสะบัดหัวอย่างมึน ๆ ดวงตาสีอำพันสอดส่องไปรอบ ๆ ก่อนจะวิ่งหนีจากไป

 

เป็นช่วงเวลาระทึกขวัญจนแทบลืมหายใจสำหรับเด็กอายุ 13 โดยเฉพาะกับแรนดี้ซึ่งดูเหมือนจะช็อคไปแล้ว

 

ฟรองซัวร์รีบเข้ามาถามไถ่อาการอย่างห่วงใย “เป็นอะไรกันมากไหม บาดเจ็บกันรึเปล่า”

 

ทุกคนส่ายหน้า แต่เสียงหวานของแอนิตาก็ถามขึ้นอย่างหวาดหวั่น “แขน...แขนคุณ”

 

ฟรองซัวร์ก้มลงมองแขนตัวเองที่เป็นรอยฟันขนาดใหญ่ เลือดปริมาณมากไหลทะลักออกมาโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุด เมื่อเห็นดังนั้นชายหนุ่มก็แค่ฉีกเสื้อข้างในของตนออกแล้วเอามาพันห้ามเลือดเอาไว้

 

“ฉันไม่เป็นอะไรแล้วล่ะสาวน้อย” ชายหนุ่มร่างใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนก่อนที่จะลูบหัวเธอเบา ๆ “เราพาแรนดี้กลับไปหาพ่อกับแม่ จากนั้นก็ไปหาคุณหมอให้ดูบาดแผลสักหน่อยเถอะ”

 

เด็ก ๆ เพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้น ก่อนที่จะเดินตามหลังฟรองซัวร์ออกไปอย่างเงียบเชียบ แขนหนาของฟรองซัวร์ข้างหนึ่งอุ้มร่างบางของเด็กชายเอาไว้ ก่อนที่จะจูงมือเด็กสาวด้วยมืออีกข้างที่เปรอะเลือด

 

ระยะเวลาชั่วครู่ที่พวกเขาใช้ในการเดินออกจากป่านั้นยาวนานราวกับนิจนิรันดร์ แต่สุดท้ายทุกคนก็กลับสู่อ้อมแขนของพ่อแม่และถึงมือหมออย่างปลอดภัย

 

เด็ก ๆ ทั้งสี่ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่านี่เป็นเพียงแค่ฝันร้ายและหมาป่าสีดำสนิทตัวใหญ่หน้าตาน่ากลัวนั้นได้หนีหายไปแล้ว โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่า นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น