บทที่ ๑

 

 

——

 

 

 

 

มันเป็นวันที่แสงแดดจ้าแยงตาจนแทบมองไม่เห็น อุณหภูมิสูงกว่าวันปกติ เริ่มมีเหงื่อผุดตามกลไกระบายความร้อนของร่างกาย ในมือซ้ายของหญิงสาวถือนมหนึ่งกล่อง บนมือขวามีกล่องปิ่นโตที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อเช้า และขาสองข้างของเขาที่ก้าวขึ้นไปตามขั้นบันไดไปจนถึงชั้นดาดฟ้าของโรงเรียน ที่ซึ่งขึ้นชื่อว่าที่พักสายตาประจำตัว

วีธรา นักเรียนชั้นมัธยมปีสุดท้าย มักจะมาบนนี้สองสามวันครั้งเมื่อต้องการอยู่ตามลำพัง เพราะเป็นที่ที่ค่อนข้างจะลับตาคน ประกอบกับไอร้อนระอุที่แค่เห็นก็แสบทั่วผิวราวกับโดนแผดเผา เป็นที่แน่นอนว่าที่แห่งนี้ — อย่างน้อยก็ในหน้าร้อน จะเป็นของเธอโดยสมบูรณ์ เหมือนกับตลอด 2 ปีที่ผ่านมานั่นแหละ

ทว่าครั้งนี้ลางสังหรณ์ของเธอมันชักจะรวนและผิดพลาด ทันทีที่เปิดประตูออกไป เธอก็ค้นพบว่าดินแดนลับแลของตนได้มีผู้มาเยี่ยมเยือนอยู่ก่อนแล้วหนึ่งราย แต่จุดที่แขกไม่ได้รับเชิญกำลังยืนอยู่คือริมขอบของพื้นตึก ที่ซึ่งข้ามผ่านรั้วกั้นไปแล้ว เพราะสามารถรู้ได้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป วินาทีที่ภาพหลังประตูปรากฎจึงเป็นเวลาเดียวกับที่ตะโกนออกไป

 

 

 

 

“อย่าทำเลยนะ”

 

 

 

 

นั่นเป็นครั้งแรกที่สายตาของเราสบกัน

 

 

 

 

.

 

 

 

 

นี่ แล้วเราจะนั่งนิ่งๆ แบบนี้ไปอีกนานไหม? ” จากประโยคเมื่อข้างต้นพอจะชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีการเกิดของบทสนทนาระหว่างทั้งคู่สักพักแล้ว และไม่ใช่สิ่งที่วีธราตั้งใจเลยแม้แต่น้อย

เธอแค่ไม่รู้ ว่าในสถานการณ์แบบนี้ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร สิ่งใดควรพูดหรือไม่ควร จึงเลือกที่จะเงียบรอจังหวะที่เหมาะสมหรือให้ใครสักคนเริ่มต้นบทสนทนา ซึ่งก็แน่ๆ ว่าไม่ใช่ตัวเธอเอง ทว่าอีกฝ่ายก็คงคิดแบบเดียวกัน นั่นจึงทำให้พวกเธอทั้งคู่รู้สึกตัวว่ายังไงก็ไม่น่าจะหาความเหมาะสมได้จากสถานการณ์ ณ ตรงนี้ได้แน่ๆ

เอาเถอะ หลังจากทำการระลึกถึงเหตุการณ์แสนกระอักกระอ่วนก่อนหน้านี้ คงไม่มีอะไรที่สามารถเรียกว่า 'ปกติ' ได้เต็มปากตั้งแต่เรื่องเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วแหละ

“—งั้นขอถามได้หรือเปล่า?” วีธราสนองตามคนตรงหน้า เมื่อหันไปมองปุยเมฆครู่หนึ่งเธอก็นึกออก

“ระหว่างสายไหมกับขนมถ้วยฟูเลือกอะไร” ก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดแปลกไปหรือเปล่า เพราะสายตาของวีธรากำลังก้มมองมือของตัวเองที่กุมอยู่ ดูเหมือนว่าตอนนี้เหมือนว่าเขาจะเรียกเสียงหัวเราะจากอีกฝ่ายได้บ้างแล้ว

แต่...ก็แค่ได้บ้าง

“คิดว่าเธอจะถามอย่างอื่นเสียอีก” แม้วิสัยทัศน์ของเขามันจะเป็นแบบเบลอๆ มันยังชัดพอให้ได้เห็นว่าคนทางข้างซ้ายมือของเขายกยิ้มที่มุมปากตามมารยาท

“… เราขึ้นมาที่นี่ทุกๆ สามวัน แต่ไม่เคยเห็นเธอเลย” วีธราเงยหน้าขึ้นมาสบตาพูดคุยในที่สุด ทำให้ได้เห็นรายละเอียดของคู่สนทนาอย่างชัดเจน จากเท่าที่ดูแล้วถึงจะไม่สูงเท่ากับเธอที่เป็นนักกีฬาของโรงเรียน แต่ก็ยังจัดว่าโปร่งกว่านักเรียนหญิงทั่วไป เรือนผมสีน้ำตาลอ่อน หยักศกและชี้ฟูเหมือนคนพึ่งตื่นนอน แต่กลับเข้ากันได้ดีกับโครงหน้ารูปไข่และผิวสีซีด รอยแดงฝานสีพีชแต่งแต้มที่ข้างแก้มคอยย้ำเตือนให้สมองของผู้พบเห็นจดจำได้แม้กระทั่งความระอุของสภาพอากาศ และเป็นหลักฐานของการมีชีวิต

“อย่างที่คิดนั่นแหละ ไม่ต้องอ้อมค้อมเลย” เจ้าขององค์ประกอบเหล่านั้นยืดแขนทั้งสองข้างออก ปัดไล่ความล้าของกล้ามเนื้อ ก่อนจะเริ่มลั่นวาจาถึงนิทานเรื่องหนึ่งออกมา

“เคยรู้สึกเหมือนว่าตรงกลางตัวมีรูโหว่อยู่ไหม? " เรื่องเล่าถูกประเดิมด้วยคำถาม ถึงจะไม่แน่ใจนักว่าหมายถึงอะไร แต่วีธราก็คิดจะพยายามทำความเข้าใจมันผ่านบริบทในประโยคต่อจากนั้น

"ข้างในนี้ ตรงแถวหน้าอก ถัดจากตำแหน่งหัวใจไปสักสองถึงสามเซ็นติเมตรแต่เป็นด้านขวา มันเหมือนมีรูโหว่ตลอดเวลา"

"บางครั้งตื่นเช้าขึ้นมามันก็แหว่ง แต่บางครั้งระหว่างที่มือข้างขวาสั่นมันก็ยุ่งเหยิงจนน่ากลัว อาจจะอธิบายให้เข้าใจยาก แต่มันน่ากลัวมากเลยนะ"

"ความทรมานจนอยากจะหยุดหายใจ หลายๆ ครั้งต่อให้พยายามแทบตายก็ข่มตานอนไม่หลับ”

"มันน่าแปลกใจมาก เพราะทั้งๆ ที่ก็ถูกรายล้อมด้วยผู้คนมากมาย แต่กลับมีแค่ฉันที่ข้างในไม่เคยถูกเติมเต็มเลย" เจ้าของเรื่องราวหัวเราะร่วนราวกับสิ่งที่เล่านั้นเป็นเรื่องตลกในวงสนทนาของกลุ่มเพื่อน ติดแค่ว่ามันไม่ใช่

“ช่วงแรกๆ ไม่รู้เลยว่าทำยังไงดี จะขอความช่วยเหลือก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งนี้มันนับเป็นปัญหาไหม หรือจะมีใครที่ช่วยเราได้จริงๆ หรือเปล่า รู้ตัวอีกทีก็แค่ใช้ชีวิตต่อไปเรื่อยๆ จนเริ่มชินก็เริ่มตกตะกอนความคิดได้”

 

 

“ฉันอยากหายไปจากโลกใบนี้”

 

 

“อยากทิ้งทุกอย่างไว้แล้วหายไปเลย”

 

 

สายตาของคนๆ นี้เลื่อนลอยเสมือนเมฆบนท้องฟ้า ณ ขณะ แม้ตอบด้วยรอยยิ้ม แต่กลับเป็นรอยยิ้มที่มองดูแล้วชวนและบีบรัดผู้รับชมละครเวทีที่แสดงโดยมืออาชีพ จนเกิดความทรมาน

วีธราในตอนนี้ไม่รู้เลยว่าควรจะตอบอะไรไป เธอจึงเพียงทำตัวเป็นผู้เข้าชมการแสดงที่ดี

นิ่ง เงียบ ไม่คุยซอกแซก และตั้งใจฟัง

"แต่ฉันมันก็บ้าใช่เล่นนะ ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ แต่ดันพ่นอะไรแปลกๆ ออกไปตั้งเยอะแยะ" เหมือนกับว่าพึ่งจะรู้สึกตัว คนทางฝั่งซ้ายเบือนหน้าหนีทันทีที่พูดจบ เสียงออดบอกลาพักเที่ยงดังขึ้นจากนั้นไม่กี่วินาที จึงได้จังหวะของร่างโปร่งที่ลุกขึ้นเตรียมปลดล็อกลูกบิดประตูลาลับ และอาจจะเป็นเพราะความรู้สึกกังวลที่ก่อขึ้นในใจ ทำให้วีธรารู้สึกว่าหากเธอปล่อยให้หญิงสาวตัวเล็กคนนี้ต้องกลับไปเผชิญโลกตามลำพังอีกครั้ง เธอคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

“เรา วีธรา นะ อยู่ ม.6/3” จึงไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป

“เธอล่ะ?”

“นีราภา ห้องกิฟต์" โชคเข้าข้างที่คำตอบเป็นไปตามที่หวังไว้ ในที่สุดทั้งคู่ก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าของกันและกัน

"งั้นก็รู้จักกันแล้วนะ"

"ถ้างั้นก็ยินดีที่ได้รู้จักนะ วีจัง”

ทั้งๆที่ไม่ได้แนะนำตัวด้วยชื่อเล่น แต่กลับถูกจับได้โดยง่ายด้วยการคาดเดา พร้อมด้วยลงท้ายชื่อแสนขัดหู น่าแปลกเหมือนกันที่ส่วนตัวกลับไม่ได้รู้สึกขัดใจอะไร