ผีเสื้อขยับปีกคู่บาง  ขอบฟ้าสางเริ่มปรากฏฝน 

เพียงเด็ดดวงดอกไม้มายล  ฟ้าเบื้องบนกลับกระเทือนถึงดวงดาว

-  Butterfly effect [1]

 

 

เมื่อฟ้าสาง ตะวันเริ่มสาดแสงอาบลงบนผืนพงไพร รถกระบะขาวกรมป่าไม้คันหนึ่งก็แล่นเข้าไปมาถึงใจกลางป่า

เสถียร หนุ่มใหญ่ร่างสูงวัยใกล้สี่สิบ เจ้าของผมรองทรงอยู่ในสภาพงัวเงียได้ที่ เนื่องด้วยเพิ่งผ่านภารกิจข้ามคืนมาหมาดๆ คำว่านอนหลับเต็มอิ่มช่างออกห่างจากเขาราวกับขั้วบวกขั้วลบ ครั้นเมื่อเสถียรหันมาพบแดดส่องฟ้าอันเป็นสัญญาณวันใหม่อัดเต็มหน้า เขาจึงเร่งข่มตาดึงหมวกปีกเหนือศีรษะลงครอบใบหน้าตนเองทันที

ส่วนบุรุษคนขับรถกระบะขาวคันนี้มีชื่อว่า นาค  นอกจากเพศกำเนิด ความสูง ทรงผมและสวมเครื่องแต่งกายเจ้าหน้าที่ป่าแล้ว ทุกอย่างของคนขับล้วนต่างกับเสถียรทั้งสิ้น นาคเป็นหนุ่มแน่นวัยฉกรรจ์ ผิวแทน อายุอ่อนและห่างจากเพื่อนร่วมทางคราวอาหลาน ผมหยักศกน้ำตาลเข้ม เขาเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีแล้วย้ายบรรจุเข้ามาประจำในกรม ประหนึ่งผลไม้สดใหม่ส่งตรงจากไร่ไม่ก็ตามฉบับคนเลือดร้อนไฟแรง แววตาของนาคฉายแววเป็นประกาย ตื่นตัวอย่างกระปรี่ประเปล้า ด้วยเพราะเป็นครั้งแรกที่นาคได้ขับรถเข้ามายังพื้นที่ป่าแถบนี้ เจ้าตัวเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้อยากลองท่องดินแดนแปลกหน้าแปลกตา

หลังขับมาสักระยะ ฉับพลันนั้นนาคก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างด้านหน้า สะท้อนแสงสว่างวาบเข้ามายังดวงตาของเขา แสงนั้นเป็นแสงสะท้อน กะพริบเล็ดลอดผ่านใบไม้น้อยใหญ่เป็นจังหวะ ราวกับแสงไฟรหัสจากประภาคารยามค่ำคืน

สิ่งที่สะท้อนแสงคือโดมกระจก เป็นอาคารที่น่าตระการตาซึ่งสร้างจากแผ่นกระจกใสขนาดมหึมา ชวนดึงดูดแก่ผู้พบเห็นอย่างยิ่งท่ามกลางพงไพรเขียวชอุ่ม

ตอนแรกนาคตั้งใจจะปลุกเสถียรให้มาชมความงดงามเบื้องหน้า ทว่าปากที่จะเอ่ยคำพูดกลับหนักขึ้นเสียอย่างนั้น ราวกับเขาต้องมนตร์สะกดไปชั่วขณะ

เมื่อความตกตะลึงครอบงำคนขับรถผ่อนคลายลง ปลายรองเท้าคอมแบทของเขาก็บรรจงแตะเบรก ชะลอล้อยานพาหนะไปเลียบเคียงร่มไม้ คนขับเงยหน้าขึ้น เพ่งมองอาคารที่อยู่เบื้องหน้าอีกครั้งก่อนเอ่ยขึ้น

"...ไปรษณีย์ส่งจดหมายมาถึงที่แล้วครับ ว่าแต่ใช่ที่นี่หรือเปล่าครับ พี่เถียร?"

เสียงหนุ่มคนขับเอ่ยถามชื่อเล่นบุรุษที่นั่งมาด้วยกัน นาคผิวปากฮัมเพลงไปพลางก่อนจะใช้ฝ่ามือใส่เกียร์ว่างอย่างฉับไว

"อืม ถ้าแกขับพ้นร้านอาหารใหญ่ๆ เก่าๆ ผ่าตรงมาก็เจอแล้ว..."

เสถียรลดหมวกลง มองสถานที่ตรงหน้า เขาก็แค่นหัวเราะในลำคอก่อนพยักหน้าแล้วตอบคู่สนทนา

"กระจกบานเบ้อเร่อเท่อขนาดนี้มาอยู่กลางป่าแบบนี้เองไม่ได้หรอก ดับเครื่องเถอะนาค ยังต้องเผื่อขากลับอีก"

"ครับพี่ อ้อ! พี่เถียรก็อย่าลืมจดหมายรักวันวาเลนไทน์ที่ต้องส่งด้วยนะครับ"

"จริงจังหน่อยนาค ถ้ามันเป็นจดหมายรักก็ดีหรอก คนได้รับคงยิ้มออกและเราก็ไม่ฝ่ามาถึงที่นี่" เสถียรทำหน้าดุเชิงอบรม พลางเปิดขาเก๊ะลิ้นชัก เขาหยิบเอกสารซองน้ำตาลจ่าหน้าตราโรงพยาบาลกับห่อใส่ของสำคัญขึ้นแนบกาย จากนั้นจึงเปิดประตู เถิบร่างลงรถ

"ไปจัดการธุระเราให้เสร็จ จะได้กลับกรม...ระวังท่าที่กับคำพูดด้วย ใจเขาใจเรา"

"ครับ ผมจะระวัง" นาคตอบเสียงอ่อนลงพลางกระแอม

พูดจบ สองบุรุษชุดลายพรางก็ผละลงจากรถ ปิดประตูล๊อคกุญแจก่อนเดินมุ่งหน้าเข้าไปด้านใน พร้อมสังเกตสภาพแวดล้อมไปพลาง ๆ

ที่นี่มีกำแพงรั้วรอบขอบชิด มีการถางหญ้ากับต้นไม้บางส่วนออกเพื่อไม่ให้รกทางเข้า เรียกได้อย่างถนัดตาว่าเข้าขั้นอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยสีสันพรรณพืชแมกไม้พิสดารน้อยใหญ่ ตกแต่งราวกับราชวังลับแลที่ตั้งใจซุกซ่อนตัวด้วยธรรมชาติไม่ให้ชาวโลกล่วงรู้

"ผมไม่นึกว่าจะมีสถานที่แบบนี้มาก่อน" นาคออกความเห็นตามตรงขณะเดินเท้าไปด้วย "บ้านเรามีที่แบบนี้อยู่กลางป่าเขาด้วยหรือครับ?"

"สนามกอล์ฟหรือหมู่บ้านจัดสรรกลางป่า ประเทศนี้ก็มีมาแล้ว แกจะตะลึงอะไรกับโดมกระจกยักษ์" เสถียรพูดด้วยเสียงราบเรียบ หนักแน่นไม่แปลกใจอะไรโดยง่าย สมกับวัยวุฒิและประสบการณ์ของเจ้าตัว

"ก็นี่มันโดมกระจกยักษ์นะพี่"

"ก็ไม่เท่าไรหรอก ก็แค่โดม"

"ไม่ใช่แค่นั้นนะพี่เถียร อุทยานกลางป่าปรกติน่ะ ปรกติมันก็มีศูนย์มีชื่อศูนย์ชื่อหน่วย อย่างน้อยก็มีทีมประสานงานอะไรแบบนั้นสิครับ" นาคแย้งพร้อมตั้งข้อสงสัย "ไหนจะเรื่องเอกสารหรือระบบประสานงาน ผมไม่ยักจะรู้จักที่นี่มาก่อนเลย จนกระทั่งมาเห็นกับตาวันนี้"

"อ้อ ...แน่ล่ะที่ไม่รู้ มาใหม่นี่เนอะ"

เสถียรครุ่นคิดก่อนยกยิ้มเล็กน้อย เขาใช้ฝ่ามือตบบ่าอีกฝ่ายเบา ๆ ก่อนเอ่ยต่อ

"บริเวณเนี่ย ตั้งแต่ร้านอาหารใหญ่ๆ ปากทางที่เรามาจรดคุ้งน้ำฟากโน้น มันพิเศษน่ะ แถบนี้ทั้งแถบ นานทีปีหนมันจะเปิดให้เข้ามา เรื่องเอกสารก็ไม่มีหรอก แถมเจ้าพนักงานดูแลอยู่ที่นี่มีน้อย กระจกโดมอะไรนี่ถ้าไม่ใช้ก็เปิดออกได้ แถมสร้างมาอย่างกับสวนบาบิโลน[2] ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเวลาถ่ายภาพทางอากาศจะไม่เห็นอะไรเทือกนี้"

"ถึงว่าสิ " นาคพึมพำเห็นพ้อง พลางมองโดมกระจกใสหกเหลี่ยมครู่หนึ่ง "แต่ที่นี่พิเศษยังไงถึงแยกมากันนะครับ"

"รัฐบาลแล้วก็ภาคเอกชนมาร่วมกันบริหารที่นี่ เรื่องงบได้ยินว่าหนาเต๊าะอยู่นะ พวกผู้ใหญ่คุยกันอย่างไรก็ไม่รู้หรอก แต่ที่นี่เลยค่อนข้างเป็นเอกเทศ รุ่นเก่ารุ่นแก่ก็เคยเล่ากันไว้นานแล้วนะ ว่าที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น "

"ไม่เหมือน ที่อื่นเหรอครับ?" นาคทวนคำอย่างสงสัย เสถียรพยักหน้าเบาๆ ก่อนเอ่ยต่อ

"ไม่เหมือน... เห็นว่าเป็นอุทยานแมลง เป็นเขตอนุรักษ์ศึกษาเฉพาะทางน่ะ"

"ศึกษาแมลงเหรอครับ?"

"ใช่ กีฏวิทยาก็แปลว่าพวกแมลงนี่ ได้ยินมาแบบนั้นแหละ"

"โห" นาคเดินช้าลง เงยหน้ามองโดมตรงหน้าสั้นๆ ก่อนหันมาทางเสถียร "เพื่อศึกษาแมลงต้องสร้างตึกสร้างโดมขนาดนี้เลยเหรอครับ?"

"ใช่ไหมล่ะ คิดเหมือนกันเลย"

"...แปลกดีนะครับ มีด้วยเหรอ อุทยานแมลงในเมืองไทย" นาคพิจารณาตามที่ได้ยิน "ปรกติที่อื่นมักจะรวมกันนี่ครับ อย่างอุทยานวนศาสตร์ พฤกษศาสตร์ ไม่ก็เขตอนุรักษ์สัตว์ป่า ทำไมที่นี่ต้องแยกหน่วยกันให้ซับซ้อนด้วยล่ะครับ"

คนหนุ่มถามตามข้อสงสัย ด้านเสถียรก็หยักไหล่แล้วส่ายหน้า

"ถึงได้ว่าแปลก ไม่เหมือนที่อื่นไงล่ะ เห็นด้วยไหม?"

คนขับรถหน่วยป่าไม้มองรอบด้าน เขารู้สึกเห็นพ้องกับคำกล่าวนั้น

"หัวหน้าเก่าเล่าว่าหลายปีมาแล้ว มีคนทำงานที่นี่น้อยมาก แถมการบริหารก็ลูกผีลูกคน..." เสถียรนิ่งไปครู่ ก่อนเอามือตบริมฝีปากตนเบา ๆ สองสามรอบ เมื่อนึกได้ว่าตนเองเผลอพลั้งพูดคำว่าผี ---มันถือเป็นคำต้องห้ามทีเดียวในกรมป่าไม้ คนเก่าคนแก่ถือกันยิ่งนัก

"...อย่างกับคนทำงานไม่เป็นระบบ" เสถียรพูดต่อ "เอกสารถึงกรมป่าไม้เราก็แทบไม่มี สมัยนี้ก็คงไม่ต่างกัน ผู้นำแกบริหารอย่างไงก็ไม่รู้นะ เมื่อไรจะพัฒนาสักที ว่าไม่ล่ะ" เสถียรพยายามพูดให้เห็นพ้องเชิงขบขันไปที

"แหม พอคนน้อยนี่แอบใจคอไม่ดีเลยนะครับพี่" นาคพูดเสียงหวั่นเล็กน้อยเพราะหันไปทางไหนก็ไม่เจอใครเลย เหมือนมีแค่พวกเขาสองคน ณ ที่แห่งนี้

เสถียรลูบปลายหมวก ก่อนพยักหน้าคล้อยตาม

"เอาเถอะ ปรกติในป่านอกจากเรากันเองก็ไม่ค่อยเจอใครเท่าไรอยู่แล้วนี่ ทำใจหนักไว้ นึกเสียว่ามาเที่ยวสวนดอกไม้แล้วกัน" เจ้าหน้าที่ใจนักเลงซึ่งอายุมากกว่ากล่าว พร้อมเค้นหัวเราะแผ่วเบา

นาคก็หวังให้ตนใจหนักแน่นเป็นอย่างที่พี่เสถียรกล่าวไว้ข้างต้น

นาคมองรอบตึกอุทยานแมลงไม่ได้เปิดอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ซ้ำไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำการมากมายสักเท่าไร ในใจนึกว่าครั้นพอเปิดใช้งาน มีรถราขับเทียวไปมาบ้าง พวกนกกับสิงสาราสัตว์อาจจะนึกเตลิด เคลื่อนย้ายกายแอบไปเร้นไปทำรังถิ่นอื่น ด้วยความไม่คุ้นชินสถานที่ใหม่กับบรรยากาศเงียบเชียบ ทุกอย่างจึงชวนผิดหูผิดตาเหล่าเจ้าหน้าที่ผู้มาเยือนโดยปริยาย

ร่วมถึงเพราะเป็นยามเช้าตรู่ พระอาทิตย์เพิ่งโผล่จากขอบฟ้า อากาศจึงร้อนหนาวเปลี่ยนแปลงก็เป็นได้ โลกธรรมชาติมักผันผวนเช่นนี้เสมอ ผลกระทบหนึ่งส่งผลกระทบอีกจุดและอีกหลายจุด เหมือนสาเหตุใหญ่ เหตุการณ์วุ่นที่ทำให้ทั้งสองต้องเดินทางมาที่นี่

"ว่าแต่สมัยก่อนพี่เสถียรเคยมาที่อุทยานนี้หรือเปล่าครับ?" นาคถาม ไม่อยากให้สถานที่ขาดช่วงจนเกิดความเงียบงัน

"ไม่เคยมาถึงตรงนี้ สมัยเป็นเด็กใหม่ เมื่อสักสิบปีก่อนก็มาแค่ปากทาง ตอนนั้นรกร้างต้นไม้หนากว่านี้เยอะ มาช่วยเคลียร์เส้นทางให้เข้าออกง่ายก็เท่านั้น"

"ว่าจะถามนานล่ะครับ ปรกติเคยมีอุบัติเหตุรถคว่ำแบบนี้มาก่อนหรือเปล่าครับ?"

เกิดความเงียบงันเกิดขึ้นชั่วขณะจิต

"ศึกษาแมลงจะมีรถระเบิดแบบนี้ได้ยังไงกัน"

เสถียรทำหน้าปั้นยาก นึกหนักใจว่าตนจะตอบอย่างไรกับเรื่องสลดเช่นนี้ดี เขานึกถึงประสบการณ์ทำงานของตนเมื่อช่วงเช้าตรู่ ตนก็ต้องตื่นมาจากเตียงเพราะบังเกิดเรื่องด่วน

มีเจ้าหน้าที่อุทยานแมลงแห่งนี้หายตัวไป พวกเขาได้รับการประสานงานให้ตามหาตัวเป็นเรื่องฉุกเฉิน

หลังค้นหา สิ่งที่พวกตนพบหน้างานก็คือซากและเปลวไฟ ใช้เวลาพักหนึ่งก่อนมันมอดดับหมด

กลิ่นโลหะ น้ำมัน แก๊สฝุ่นคละคลุ้งควันโขมงแสบสัน รถยนต์ที่เกิดเรื่องกลายเป็นกองเศษกระจัดกระจาย สัญญาณไซเรนพร้อมความโกลาหล

...และร่างคนที่ตามหาก็ถูกหามขึ้นไปบนรถฉุกเฉินคันดังกล่าว

นึกจบ เสถียรก็เอ่ยตอบกลับมาอย่างแช่มช้า

"รู้หรือเปล่า จากสถิติของจิสด้า[3] ไฟป่ายังเกิดบ่อยกว่ารถพลิกคว่ำจนระเบิดแบบนี้เสียอีก ...ไม่คิดว่าจะเคยเจออะไรแบบนี้เลย" หนุ่มใหญ่ร่างสันทัดเม้มริมฝีปากก่อนพูดต่อ

"พี่เถียรเล่าซะเห็นภาพ ขนาดผมไม่อยู่ด้วยนะครับเนี่ย ฟังดูติดตาจริงๆ ได้ยินว่าสภาพรถอย่างกับโดนโขลงช้างตกมันรุมกระทืบ"

"มันเละ เละเทะจริงๆ นาค นึกดูซิ มันคว่ำอีท่าไหนได้ในป่าแบบนี้"

"ขอให้รอดเถอะครับ สาธุเจ้าป่าเจ้าเขาคุ้มครอง" นาคพนมมือเหนือหัวพลางเอ่ยเสียงกระซิบ "พี่ว่าเขาเมาแล้วขับหรือเปล่า"

"เฮ้ย ก็พูดเข้า ใครจะดื่มในเวลางาน ไม่น่าใช่ เห็นว่าเป็นพวกไม่ดื่ม ดูอย่างไรก็อุบัติเหตุเพราะเจ้าตัวขับเอง รถคว่ำเองขณะปฏิบัติงานเอง ไม่มีร่องรอยผู้ต้องสงสัย---แต่ดูสิ หลบอะไรต้องเร่งรถเร็วป่านนั้น ประหลาดจริงเชียว เกิดขึ้นได้อย่างไร"

"พี่ว่า...เป็นอาพรรณ์หรือเปล่า"

เสถียรตบไหล่รุ่นน้องดังปั่ก ทำหน้าบึ้งตึงราวกับตักเตือนว่าอย่าเอ็ดไป อย่างที่เคยกล่าว สำหรับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ เรื่องเหนือธรรมชาติเป็นเรื่องที่ถือกัน แพร่หลายจนเป็นที่ทราบกันดีในวงใน ดังคำโบราณว่าไว้ว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่

"บางสิ่งเห็นแล้วฟังแล้วขนลุก" เสถียรกล่าว "เจ้าหน้าที่โชคร้ายคนนั้นน่าสงสารนะครับ ดันเจอเรื่องแบบนี้"

"ไม่น่าเลยๆ"นาคเสริมท้าย

 

" ผมก็คิดแบบนั้นครับ "

 

เสียงแปลกเสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องหน้าพวกเขา เจ้าหน้าที่ป่าไม้ทั้งสองสะดุ้งโหยงจนเกือบร้องออกเสียง พวกเขาไม่นึกว่าจะมีร่างใครเอ่ยขึ้นตรงหน้าพวกตนโดยไม่รู้ตัว กล่าวคือไม่ทันเห็นร่าง เจ้าตัวก็พลันปรากฏกายมาหาตรงหน้าพวกตนเสียแล้ว

ร่างที่เพิ่งเอ่ย โค้งศีรษะเล็กน้อย พนมมือสวัสดีทักทายก่อนพูดขึ้น

"สวัสดีครับ ผมชื่อ ลีเวอร์ เป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสประจำอุทยานกีฏวิทยาแห่งนี้ ขอบคุณที่เดินทางมาถึงด้านในนะครับ"

เจ้าหน้าที่อุทยานแมลงผู้นั้นกล่าวต่อด้วยเสียงสุภาพ โค้งก้มอย่างอ่อนน้อม กระนั้นเสถียรกับนาคก็นึกห้ามตนเองประหลาดใจไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายหนึ่งดูอ่อนเยาว์กว่าพวกตนมากโข ภายนอกเขาเป็นเด็กหนุ่มเชื้อฝรั่ง ทว่าพูดภาษาไทยฉะฉาน ชัดถ้อยชัดคำ

เสถียรไม่ได้ถามอายุเพราะมันไม่ใช่เรื่อง แต่เขาคาดคะเนในใจว่าอีกฝ่ายอาจอายุไม่เกินยี่สิบ บางทีอาจจะอ่อนกว่านั้น หรือไม่ก็เอาอายุของตนตั้ง หักลบยี่สิบห้าซึ่งเป็นเลขอายุนาคก็อาจจะได้อายุคนตรงหน้า

ลีเวอร์มีเรือนผมสีบลอนด์ทองเหมือนฟางข้าว แววตาสีฟ้าวาวจับจองผู้มาเยือนอย่างฉันมิตร ทว่าที่ตาขวากลับมีรอยบากแผลเป็น ชวนให้คิดว่าเป็นนักเลงหัวไม้ ชวนให้สงสัยในที่มาของมันไม่น้อย

หากไม่แนะนำตัว เจ้าหน้าที่ป่าไม้ทั้งสองคงคิดว่าเป็นนักศึกษาดูงานจากต่างชาติ มากกว่าเจ้าหน้าที่อุทยานเสียอีก

"ความจริงทางเราควรออกไปรับเองมากกว่าแต่เพราะเหตุเมื่อเช้า เลยรบกวนทางกรมป่าไม้ซะแล้ว ขอโทษด้วยนะครับ" ลีเวอร์เอ่ย

"ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่ใช่เรื่องที่ใครอยากให้เกิด คนป่าเดียวกันมีเรื่องแล้วก็ต้องช่วยเหลือกัน" เสถียรตอบแม้จะนึกสงสัยอีกฝ่ายอยู่มากมายเรื่องก็ตาม "ผมมีจดหมายและเอกสารสำคัญจากกรมป่าไม้ ส่งถึงหัวหน้าของคุณด้วย ท่านอยู่หรือเปล่าครับ เป็นไปได้อยากส่งถึงมือน่ะครับ"

"ผู้อำนวยการ ท่านออกเดินทางไปพร้อมทีมงานด้วยธุระสำคัญเมื่อคืนวานครับ ตอนนี้ผมเป็นผู้รับเรื่องและประสานงานให้ชั่วคราว เอกสารผมจะรับไว้ให้เองครับ เมื่อทีมผู้อำนวยการกลับมา ผมจะแจ้งท่านให้ในทันทีนะครับ" ลีเวอร์กล่าว ยื่นมือมาทางคนพูด

เสถียรไม่ได้มีใจที่จะส่งถึงมือจามที่กล่าว เขาเพียงแค่อยากสังเกตคู่สนทนาต่างวัยเท่านั้น ว่าอีกฝ่ายจะน่าเชื่อถือเพียงพอแก่การฝากฝังเอกสารที่ดั้นด้นฝ่าป่ามาไกลหรือเปล่า ครั้นฟังคำตอบลีเวอร์แล้วเสถียรก็รู้สึกวางใจ ลีเวอร์มีบุคลิกน่าเชื่อถือและตอบฉะฉานดี นึกดังนั้นเจ้าหน้าที่วัยสี่สิบจึงตัดสินใจส่งมอบเอกสารแก่อีกฝ่ายตามหน้าที่

"พวกผม กับทางหัวหน้าใหญ่ในกรม อยากแจ้งว่าทางเราเสียใจกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น" นาคเอ่ยเสริม "เรื่องเจ้าหน้าที่อุทยานคนนั้นด้วยนะครับ ถ้าติดขัดอะไรส่งหนังสือมาทางกรมให้ประสานงานช่วยเหลือได้นะครับ เราหวังว่าเขาจะหายโดยไวนะครับ"

สีหน้าของลีเวอร์ฉายแววเศร้า เขาเสตาไปทางอื่น

"เรื่องนี้ผิดพลาดที่ผมเอง...ผมไม่อยู่ในการปฏิบัติงานนั้น ผมควรดูแลเขา..."

"มันเป็นอุบัติเหตุ แบกเรื่องผิดพลาดไว้เยอะเกินตัวเดี๋ยวก็อกแตกตาย อย่าคิดมากเลยครับ เรื่องมันเกิดไปแล้วด้วย" เสถียรแย้งให้อีกฝ่ายคลายความทุกข์ อาจเพราะประสบการณ์ทำงานมานาน เขาจึงคาดเดาว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังแบกรับหลากหลายความรู้สึกซับซ้อนเอาไว้กับตัวก็เป็นได้

"ถึงจะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรถึงพลิกคว่ำ เร่งเครื่องหรือไปชนอะไรมา แต่ผมว่าไม่ใช่ความผิดใครหรอกครับ" เสถียรพูดสำทับ

"ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ" ลีเวอร์สบตาคู่สนทนา ก่อนจะพูดต่ออย่างใจเย็น "ทางเราจะจัดการต่อเองครับ ค่าใช้จ่าย การดำเนินการชดเชยทั้งหมด"

"เข้าใจล่ะ เอ่อ ผมชื่อเสถียรนะครับ ส่วนหนุ่มนี่ชื่อนาค หัวหน้าผมสั่งไว้ว่าเรายินดีช่วยเรื่องบุคลากร ถ้าต้องการพวกผมช่วย ทางนี้ก็ยินดีโยกย้ายมาช่วยงานชั่วคราวได้นะครับ"

ลีเวอร์มองทั้งสองคนชั่วขณะหนึ่ง ราวกับพิจารณาชั่งใจบางอย่างภายใต้ใบหน้านิ่งสงบ

"ขอบคุณครับ แต่เรื่องรับเจ้าหน้าที่ใหม่ ทางอุทยานของเราจะต้องพิจารณาอีกทีครับ ยิ่งเกิดเรื่องแบบนี้ด้วยน่ะครับ"

เจ้าหน้าที่ป่าไม้ทั้งสองนึกเห็นใจระคนสงสัยไปพร้อมกันเมื่อได้ยินเช่นนั้น

ด้านเสถียรเห็นท่าทีอีกฝ่ายเงียบงัน จึงหันไปสบตากับนาค ราวกับสื่อสารว่าภารกิจของพวกเขาในการเดินทางมาคราวนี้คงสิ้นสุดแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่พวกตนจะช่วยเหลือหรือกระทำต่อ ---นอกจากของชิ้นสุดท้ายในมือเจ้าตัวเท่านั้น

"จริงสิ ทางศูนย์พยาบาลส่งพวกข้าวของเจ้าหน้าที่คนนั้นมาด้วย มันมีของกับเอกสารอุทยาน พวกคุณหมอเลยฝากพวกผมมาคืนด้วยน่ะครับ"

จังหวะที่เสถียรเปิดห่อที่โรงพยาบาลจัดแจงมาให้นั่นเอง ดวงตาของลีเวอร์ก็เบิกกว้าง ร่างบางสิ่งสีดำสนิทพยายามตะกุยออกมา มันขยับส่งเสียงแปลกหูจากภายในห่อของนั้น

"---ระวังครับ!"

"มีตัวอะไรอยู่ข้างไหน!?" เสถียรสะดุ้งพร้อมอุทาน ห่อในมือหลุดลงพื้น เจ้าสิ่งมีชีวิตด้านในห่อของก็เคลื่อนกาย เผยตนให้คนทั้งสามเห็นชัดถนัดตา

ผีเสื้อตัวใหญ่สีดำสนิทประหลาดลายปลายปีกสีแดงสดสยายปีกทั้งสี่ ปีกใหญ่กางออกสู่พื้นที่ด้านนอก ขามันเกาะอยู่ที่หนังสือบันทึกเล่มนั้น กระพือปีกขึ้นลงเป็นจังหวะ ดุจสีทับทิมเม็ดงามขยับไหว ผีเสื้อประหลาดไม่บินไปที่ไหนไกล แม้ห่อใส่ของจะร่วงหล่นลงพื้นก็ไม่ขยับหนี ดูผิดวิสัยแมลงเช่นเผ่าของมันตามปรกติอย่างน่าประหลาด

"คือ---นี่มัน..."

"หยุดก่อนครับ! อย่าขยับตัว ...อย่าสัมผัสตัวมัน เด็ดขาด"

ลีเวอร์กำชับหนักแน่นด้วยเสียงเบาดุจกระซิบ พลางยกมือขึ้นห้ามปราม สีหน้าของเขาที่จริงจัง ดวงตาเบิกกว้างกับคำพูดจากร่างเด็กหนุ่มกลับสะท้อนห้วงอารมณ์เด็ดขาด นาคและเสถียรต่างเชื่อในคำของเจ้าหน้าที่อุทยานแมลง ทั้งสองเก็บข้อกังขาไว้ในใจ เลือกที่จะเงียบและมองด้วยท่าทีสงบ

ลีเวอร์ขยับกายถอยไปด้านในอาคาร เจ้าตัวก้าวขาอย่างเชื่องช้าไปหยิบโหลแก้วใบหนึ่งตรงโต๊ะประชาสัมพันธ์ เขาคว้ามาก่อนจะย้อนมา เพื่อคว่ำจับเจ้าผีเสื้อตัวนั้น

เจ้าผีเสื้อลึกลับยังคงอยู่นิ่งไม่ไหวติ่ง ราวกับท้าทาย ไม่ก็ไร้ซึ่งเหตุผลหลบหนีหลีกเร้นกายไปที่อื่น สายตาทุกคู่ต่างหยุดนิ่ง เงียบงันกับพวกเขา เสถียรกับนาคต่างกลั้นหายใจระทึก ลุ้นกับเหตุลึกลับเบื้องหน้าจนเหงื่อกายหลั่งออก

ในพริบตาชั่วอึดใจเดียว ลีเวอร์ก็ตวัดจับมันใส่ขวดโหลได้อย่างชำนาญ เขาช้อนดันมันเข้าไปในโหลด้วยฝีมือรวดเร็วไร้ที่ติ

เจ้าแมลงสวยงามปริศนายังคงมีชีวิตอยู่ กระพือปีกแช่มช้า ซองเอกสารที่ลีเวอร์เพิ่งได้รับจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้แง้มปิดฝาขวดโหลเกือบมิด เหลือที่ให้มีอากาศพอมันหายใจ

"ปลอดภัยแล้วครับ" ลีเวอร์กล่าวอย่างใจเย็นเมื่อเวลาผ่านไปสักครู่หนึ่ง สองเจ้าหน้าที่ลุ้นอยู่ต่างถอนหายใจเฮือกใหญ่แกมโล่งอกในทันที

"ทำไมถึงมีผีเสื้อตัวใหญ่แบบนั้นอยู่ในห่อข้าวของได้ล่ะ ห่อจากโรงพยาบาล ใส่เก๊ะรถมาตั้งนานไม่เห็นวี่แววสักนิด" เสถียรพูดพลางถอดหมวกปีก เกาศีรษะและสายตามองลีเวอร์และนาคอย่างสงสัยเป็นที่สุด

"แปลกใจตรงที่ว่ามันยังไม่ตายมากกว่าพี่ เดินทางก็เป็นชั่วโมง" นาคเอ่ยเสริมความเห็น ก่อนหันไปทางสิ่งมีชีวิตขนาดเกือบฝ่ามือใหญ่ในขวดโหลใส

"ไม่เคยเห็นผีเสื้อตัวใหญ่แบบนี้มาก่อนเลยครับ แถมเห็นทำหน้าตาน่ากลัวสุดๆ  หรือว่ามันเป็นผีเสื้อมีพิษเหรอครับ?"

ลีเวอร์นิ่งก่อนเดินเอาโหลกักร่างผีเสื้อสีดำไปไว้ด้านใน ผ่านโถงอาคารสูงสามชั้นที่โปร่งสูง ไปที่ตรงโต๊ะประชาสัมพันธ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เขาวางขวดโหลไว้มิดชิด หาของมาทัยเพื่อให้มั่นใจว่ามันจะไม่หนีไปที่ไหน ก่อนจะตอบเจ้าหน้าที่นาคด้วยสีหน้าครุ่นคิดถ้วนถี่

"ถ้ามันมีแค่เรื่องพิษ ผมคงสบายใจมากกว่าครับ" หนุ่มผมทองตอบ

"เอ่อ นั่นแปลว่ามีอันตรายสินะครับ ผมชักอยากไปล้างมือซะแล้วล่ะ" เสถียรกล่าวอย่างกังวลใจ ก่อนที่ลีเวอร์จะส่ายหน้าแล้วมอบแอลกอฮอล์ล้างมือพกพาแก่อีกฝ่าย

"ไม่ต้องห่วงครับ มันไม่มีพิษร้ายแรงแต่ผลข้างเคียงของมันมีอยู่ครับ เพื่อความไม่ประมาทคุณเสถียรที่ใกล้กับมันที่สุดควรกลับมาตรวจกับผู้เชี่ยวชาญของอุทยานเราดีกว่าครับ ถ้าเจอมันอีก ก็เรียกผมทันทีนะครับ"

หนุ่มประจำอุทยานพูด เขาเดินกลับมาหาสองผู้มาเยือน ก้มมองของที่ตกพื้น

"...มันเกาะสมุดบันทึกเล่มนี้ตลอดเลย" 

พูดจบเจ้าของเรือนผมฟางข้าวก็ก้มหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา เป็นสมุดค่อนข้างเลอะ สมกับเพิ่งผ่านความเป็นความตายพร้อมกับเจ้าของ ลีเวอร์คลี่อ่านทีละหน้า ทีละหน้า...

จังหวะนั้นใบหน้าของลีเวอร์ก็เปลี่ยนไป จากครุ่นคิดเป็นเพ่งมองข้อความในหน้ากระดาษนั้น มุมกระดาษถูกพับปลายไว้ เหมือนคั่นหน้าสำคัญ เขายืนนิ่งก้มหน้าอ่านมันอยู่ตั้งอกตั้งใจ เสถียรกับนาคไม่รู้ว่ามันเขียนไว้ว่าอะไร แต่ดูแล้วคงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งทีเดียว เพราะลีเวอร์นิ่งราวกับโลกมีแค่เขากับหนังสือเล่มนั้น

เจ้าหน้าที่ป่าไม้ต่างสบตากันว่าจะเอาอย่างไรต่อ ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเช่นนี้ ก่อนจะเป็นนาคที่เอ่ยถามด้วยความอยากรู้

"ตั้งใจอ่านขนาดนั้น...บันทึกนั้นมีอะไรหรือครับ ผมถามได้ไหม?"

"ขอโทษครับทั้งสองคน" ลีเวอร์ราวกับได้สติจากเสียงของนาค เขาเงยหน้าขึ้นจากบันทึกแล้วพูดด้วยเสียงปรกติ "ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็แค่บันทึกนี่เป็นรายงานของเอก...เอ่อ เจ้าหน้าที่รุ่นน้องของผม ที่เกิดเรื่องน่ะแหละครับ"

กึก! กึก !  มีเสียงแว่วราวกับปลายนิ้วเคาะบนพื้นกำแพงดังขึ้นชั่วขณะหนึ่ง ไม่อาจทราบแน่ชัดว่าดังขึ้นจากมุมใดในอาคารอุทยาน ทว่าแน่ชัดว่ามันเคลื่อนที่ได้ โดยเคลื่อนจากมุมหนึ่งสู่อีกทิศทางหนึ่ง

"เอ่อ เสียงหนูหรือตัวอะไรหรือเปล่าครับ?"

เสถียรเงยหน้าไปมองด้านบน ชั่วขณะนั้นเหมือนตนจะเห็นเงาบางสิ่งเล็กจิ๋วผ่านไปว่องไว เขานวดเปลือกตาครู่หนึ่งแล้วหันไปมองอีกครั้ง ทว่าไม่มีสิ่งใดอยู่ตรงนั้นเลย จนเจ้าตัวนึกคงเพราะความง่วงแต่แรกเริ่มก็เป็นได้

ลีเวอร์ชำเลืองสายตาไปเล็กน้อย

"อาจเป็นเสียงพวกแมลงน่ะครับ ไม่มีอะไรหรอกครับ"

ลีเวอร์ตอบเสียงเรียบเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ เจ้าหน้าที่ทั้งสองต่างสบตากันพลางนึกว่าเป็นมุกขบขันทั่วไปจึงไม่นึกใส่ใจ ฝ่ายลีเวอร์ดวงตาของเขาเลื่อนออกไป เหมือนพยายามจะมองไปด้านหลังโดยไม่หันหน้า เขาฉีกกระดาษรายงานออกแผ่นหนึ่งก่อนปิดสมุดบันทึกรุ่นน้อง

"ผมขอรบกวนอะไรทั้งสองคนสักเรื่องได้หรือเปล่าครับ" ลีเวอร์เอ่ยขึ้นต่อ

"รบกวนอะไรหรือครับ?"

ทั้งสองเอ่ยถามแทบจะพร้อมกัน ลีเวอร์ไม่รอช้ายื่นกระดาษที่ตนฉีกออกมาแก่คู่สนทนา

"เรื่องรับเจ้าหน้าที่ใหม่ในอุทยานแมลง ผมเปลี่ยนใจแล้วครับ" 

"ผมอยากให้ช่วยเป็นธุระ ติดต่อรายชื่อที่อยู่ในกระดาษบันทึกนี้ครับ" ลีเวอร์กำชับก่อนส่งกระดาษให้ในมือเจ้าหน้าที่เสถียร พูดเสียงเบาราวกับตั้งใจให้ได้ยินเพียงพวกเขาสามคน

"มีสองชื่อเองนะครับเนี่ย ได้ครับ อย่างไงผมก็ต้องกลับมาตรวจอยู่แล้ว...เอาเป็นเมื่อไรดีล่ะครับ?"

ลีเวอร์เงียบเหมือนครุ่นคิดบางอย่างอยู่ เจ้าหน้าที่ทั้งสองต่างมองหน้ากันด้วยความสงสัย ก่อนที่จะเอ่ยถามอะไรต่อ ลีเวอร์ก็โค้งศีรษะ พูดทิ้งท้ายเพียงว่า

"ขอเร็วที่สุดเท่าที่ถ้าเป็นไปได้นะครับ ขอฝากทั้งสองคนด้วยนะครับ"

สิ้นคำเจ้าตัว ลีเวอร์หันหลังก็รีบเดินจ้ำกลับเข้าไปในอาคารอุทยาน ตรงขึ้นบันไดวนไปที่ชั้นสอง เสียงฝีเท้าเล็กๆ หายไปพร้อมร่างเจ้าตัว ว่องไวราวกับการปรากฏตัวของเขาเอง

ในตอนนั้นเสียงเคาะลึกลับแปลกประหลาดที่ลีเวอร์เคยบอกว่าเป็นพวกแมลงก็เริ่มดังขึ้นเป็นระยะ

สองเจ้าหน้าที่ทั้งสองต่างทำหน้าฉงน สบตากันโดยไม่พูดอะไรสักคำ ว่าจะอย่างไรต่อไปกับเรื่องสารพัดที่เกิดขึ้นในอุทยานแมลงแห่งนี้...

 

 


 

 

 

 

 

.

.

.

.

.

เชิงอรรถ

  1. ^ ผีเสื้อขยับปีก หรือ Butterfly effect เป็นการอ้างถึงทฤษฎีโกลาหล Chaos Theory ของ Edward Lorenz กล่าวถึงเหตุการณ์เล็กน้อยอย่างผีเสื้อขยับปีกแต่สามารถแต่ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องระดับพายุ หรือเหตุการณ์มากมายเป็นวงกว้างได้
  2. ^ Hanging Gardens of Babylon หรือรู้จักในชื่อสวนลอยฟ้าเเห่งบาบิโลน หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ สวนแห่งนี้ประดับประดาด้วยต้นไม้และดอกไม้ มีระบบชลประทานที่สามารถชักรอบน้ำให้พืชพรรณงดงามได้ตลอดทั้งปี
  3. ^ GISTDA หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) เป็นหน่วยงานของรัฐ เพื่อบริการข้อมูลภูมิสารสนเทศกับข้อมูลจากดาวเทียมตั้งแต่ปี 2514 ซึ่งในปัจจุบันยังคงใช้เพื่อค้นหาทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงเฝ้าติดตามสถานการณ์ความเสี่ยงพื้นที่เกิดไฟป่าอีกด้วย